เหรียญพระพุทธภัทรญามุนี วัดช้าง อ.บ้านนา จ.นครนายก
อัพเดทล่าสุด: 24 ก.ย. 2026
3 ผู้เข้าชม

เหรียญพระพุทธภัทรญามุนี วัดช้าง อ.บ้านนา จ.นครนายก๑
โดย... ชายนำ ภาววิมล ...
กระแสการเล่นหาสะสมพระเครื่องในทุกวันนี้ แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อวันวานเป็นอันมาก ด้วยข้อจำกัดทางด้านข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระกรุพระเก่า พระยอดนิยมในอดีต ผนวกเข้ากับประสบการณ์ของนักนิยมพระเครื่องรุ่นใหม่ ซึ่งไม่มากพอที่จะก้าวออกไปเสาะแสวงหาพระเครื่องที่ทรงคุณค่าและตนศรัทธาและให้ความสนใจมาไว้ในครอบครอง ส่งผลให้นักนิยมพระเครื่องส่วนหนึ่งย้อนกลับไปเล่นหาสะสมพระเครื่องของพระเกจิอาจารย์ในเขตพื้นที่หรือชุมชนท้องถิ่นของตนมากขึ้นเรื่อย ๆ การเล่นหาสะสมพระเครื่องซึ่งเคยจำกัดขอบเขตอยู่ในกลุ่มพระเครื่องเพียงไม่กี่ประเภท มีการพัฒนารูปแบบไปเป็นการเล่นหาสะสมพระเครื่องสายต่าง ๆ อาทิ พระเครื่องสายวัดกลางบางแก้ว พระเครื่องสายวัดสุทัศน์ ฯ พระเครื่องสายวัดปากคลองมะขามเฒ่า ไม่รวมถึงกระแสความนิยมในการเล่นหาสะสมพระใหม่เชิงพาณิชย์โดยมีกลุ่มนักเล่นหาและสะสมเชิงพาณิชย์ระยะสั้นรองรับเป็นจำนวนมาก กระแสความนิยมในการเล่นหาสะสมเชิงพาณิชย์เป็นแรงส่งที่ผลักให้สนนราคาเช่าหาพระใหม่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ต่างจากพระประเภทกลางเก่ากลางใหม่หรือพระเบ็ดเตล็ดสายต่าง ๆ ที่ยังคงเป็นพระดีราคาเบาและสามารถเลือกเก็บสะสมได้ไม่ยากนัก และหนึ่งในนั้นคือ “พระเครื่องสายวัดช้าง อ.บ้านนา จ.นครนายก”
วัดช้างมิได้มีความโดดเด่นเฉพาะเรื่องพระกริ่ง – พระชัยวัฒน์ ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) ซึ่งแวดวงนักนิยมพระกริ่งขนานนามว่า “พระกริ่งวัดช้าง” พระกริ่งวัดช้างจัดเป็นพระกริ่งยอดนิยมอีกชุดหนึ่งที่หายากและเป็นตำนานที่อยู่คู่กับวัดช้างมานานกว่าเจ็ดทศวรรษ ทั้งเป็นสำนักที่สืบสานตำราการสร้างพระกริ่ง – พระชัยวัฒน์ สายวัดสุทัศน์ฯ ต่อจาก อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร (อดีตพระครูหนู: ๒๔๕๓, ดำรงสมณเพศ ๒๔๗๓ - ๒๔๘๙, สิ้นชีพ ๒๕๕๓. สิริอายุ ๑๐๐ ปี)” ผ่านยุคสมัยของพระครูธวัชภัทราภรณ์ (ต๊ะ อติภทฺโท: ๒๕๑๑, ๒๕๓๑, ๒๕๔๗. สิริอายุ ๓๖ ปี พรรษา ๑๖.) มาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ในอดีต วัดช้าง เป็นสำนักใหญ่ในเขตอำเภอบ้านนาที่มีพระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในพุทธาคมมากมาย เริ่มตั้งแต่หลวงพ่อคุ้ม, พระอุปัชฌาย์เนียม, หลวงพ่อเสือ, พระอาจารย์วัง, พระอาจารย์แก่น, พระครูอินทรสารประสุต (สุต: ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ ๒๔๘๐ - ๒๕๑๗), พระครูภัทรกิจโกศล (ภู ภทฺทญาโณ: ๒๔๕๕, ๒๔๗๗, ๒๕๓๓. สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๖.), พระครูธวัชภัทราภรณ์ (ธงชัย/ต๊ะ อติภทฺโท) และพระครูโสภณนาคกิจ (เดช อายุวฑฺฒโก: ๒๕๑๓, ๒๕๔๑. สิริอายุ ๕๖ ปี พรรษา ๒๙.) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
จากประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ วัดช้างเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุการสร้างมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี เล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรสยาม อาณาบริเวณแห่งนี้เคยเป็นสถานที่เลี้ยงช้างหลวงก่อนส่งเข้าประจำการยังกรุงศรีอยุธยา ในปี ๒๓๑๐ อันเป็นปีที่ราชอาณาจักรศรีอยุธยาแพ้สงครามต้องเสียเมืองแก่พม่า กรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายยับเยินจนไม่สามารถบูรณะซ่อมแซมให้เจริญรุ่งเรืองดังเดิม อาณาบริเวณที่ใช้ในการเลี้ยงช้างหลวงแห่งนี้กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเพราะช้างหลวงทั้งหมดถูกกวาดต้อนเข้ากรุงศรีอยุธยา กอปรกับยุทธศาสตร์ทางการทหารของพระเจ้าตากสินเปลี่ยนไป บทบาทของช้างในฐานะที่เป็นยุทธปัจจัยของชาติค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไปตามลำดับ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่เลี้ยงช้างต่อไป ชาวบ้านย่านนี้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นในบริเวณนี้ และเรียกชื่อวัดว่าวัดช้าง ประวัติการตั้งวัดช้างเท่าที่มีหลักฐานปรากฏในทะเบียนการจัดตั้งวัด ระบุว่าวัดช้างตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๒ หลังกรุงศรีอยุธยาแตกสิบสองปี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี ๒๓๓๕ อันเป็นยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
นอกจากความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์การรบในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว วัดช้างยังมีพระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพุทธาคมหลายรูป แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือ พระครูภัทรกิจโกศล หรือที่รู้จักกันในนามของ “หลวงปู่ภู ภทฺทญาโณ” ศิษย์ของหลวงพ่อเกิด ปุณณปญฺโณ (๒๔๑๕, ๒๔๓๖, ๒๔๙๙ สิริอายุ ๘๔ ปี พรรษา ๖๓) วัดสะพาน สมัยที่หลวงปู่ภู ภทฺทญาโณ มีชีวิตอยู่ ท่านสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์เป็นที่ยอมนับของลูกศิษย์ลูกหาทั้งปวง เชื่อกันว่าพระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงปู่ภู ภทฺทญาโณ มีความโดดเด่นทั้งด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม โชคลาภค้าขาย แม้กระทั่งคงกระพันชาตรีก็ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง
เล่ากันว่าหลวงปู่ภู ภทฺทญาโณ มีความเชี่ยวชาญในการพยากรณ์ ทำนายทายทักเป็นอย่างยิ่ง วิธีการทำนายทายทักที่ขึ้นชื่อลือนามที่สุดคือ “การดูในบาตร” พระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท เคยเขียนถึงเรื่องการดูในบาตรอันเป็นเหตุที่ทำให้หลวงปู่ภู ภทฺทญาโณ ยุติความเป็นพระหมอดูในที่สุดว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีโยมคนหนึ่ง ของมีค่ามากได้ถูกขโมยไป มาหาให้ท่านดูให้ ท่านดูในบาตรเห็นตัวขโมยและรู้จักจำได้ และรู้ว่านำเอาของนั้นไปไว้ที่ไหน ก็บอกไปตามตรง ในที่สุดก็ได้ของนั้นคืนมา ทำให้ขโมยคนนั้นโกรธจัดมาก ถึงกับเอาปืนมายิงท่าน แต่ไม่ออก ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็เลิกเป็นหมอดูเด็ดขาด เพราะท่านไม่อยากให้ใครมาเป็นศัตรูกับท่านและท่านเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร และไม่คิดจะเกลียดชังใครและก็ไม่อยากจะให้ใครมาเกลียดชังท่าน”
อีกเรื่องที่เคยมีการนำเสนอในนิตยสารศูนย์พระเครื่อง ฉบับที่ ๑๗๒ แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็ตรงกับลักษณะคนไทยส่วนหนึ่งที่เห็นอะไรเป็นเลขเต็มไปหมด เห็นแล้วก็ต้องซื้อหวย ที่ถูกรางวัลก็มี ที่ถูกกินก็มีเช่นกันและน่าจะมีมากกว่าที่ถูกรางวัลมากมายหลายเท่า ถึงถูกกินมากเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเลิก เรื่องมีอยู่ว่าหลวงปู่ภู ภทฺทยาโณ มรณภาพในขณะที่มีอายุได้ ๗๘ ปี เวลา ๐๑.๑๐ น. ชาวบ้านได้นำตัวเลขเวลาที่ท่านมรณภาพมารวมเข้ากับตัวเลขอายุของท่าน รวมเป็น ๑๗๘ ปรากฏว่าเลขสามตัวนี้ออกเลขท้ายสามตัวหลังของรางวัลที่หนึ่ง เชื่อกันว่าชาวบ้านถูกหวยกันทั้งตลาด หลังจากเก็บสรีระของท่านครบสิบห้าวันโดยไม่มีการฉีดยากันเน่าเหม็น พระครูปลัดธงชัย (ต๊ะ) อติภทฺโท เปิดฝาโลงออกดูเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย ปาฏิหาริย์ตามความเชื่อของชาวบ้านที่พบในวันนั้น คือ สรีระของท่านไม่มีกลิ่น ไม่ขึ้นอืด คงสภาพเหมือนตอนมรณภาพใหม่ ๆ ทุกประการ ขณะที่เปิดฝาโลง ชาวบ้านหลายคนเห็นเลขด้านในฝาโลงเขียนด้วยชอล์กตัวโตว่า “๑๘๕/๖๓” หมาย ถึงขนาดของโลงนั่นเอง เมื่อเห็นแล้ว มีหรือที่ชาวบ้านจะไม่แพร่กระจายออกไป ความบังเอิญเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ปรากฏว่าเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่งงวดนั้น คือ “๑๘๕” และงวดถัดมา เลขท้ายสองตัวของรางวัลที่หนึ่ง ก็คือ “๖๓” เล่นเอาคนบ้านนาถูกหวยกันสามงวดติด ๆ กัน กระทั่งมีนักจัดรายการวิทยุกระจายเสียงคนหนึ่งในเมืองนครนายกพูดออกอากาศว่า “มีแต่สุนัขและเสาไฟฟ้าในอำเภอบ้านนาเท่านั้นที่ไม่ถูกหวย”
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ เป็นเรื่องบังเอิญที่ทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นและศรัทธาพระเกจิอาจารย์ในชุมชนท้องถิ่นของเขาเมากยิ่งขึ้น แต่มิได้หมายความว่าเรื่องเช่นนี้เป็นภาพทั้งหมดของภิกษุในพระพุทธศาสนาแต่เป็นสีสรรค์ที่เกิดจากความเชื่อและพฤติกรรมของญาติโยมที่อยู่คู่กับสังคมไทยเป็นเวลาอันยาวนาน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคนใดคนหนึ่งมาปรับเปลี่ยนได้ เพราะสิ่งนี้ตรงกับจริตของคนบ้าน ๆ ในบ้านนี้เมืองนี้
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของวัดช้างที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ คือ วัดช้างเป็นสถานที่กำเนิดของพระกริ่งสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ขึ้นชื่อรุ่นหนึ่ง วงการพระเครื่องรู้จักกันในนามของพระกริ่งวัดช้าง ทั้งยังเป็นสำนักพุทธาคมในจังหวัดนครนายกที่ได้ชื่อว่าสืบสายตำนานการสร้างพระเครื่องและพระเครื่องสายวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหารโดยผ่านทางอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร หรืออดีตพระครูหนู ที่ถ่ายทอดสรรพศาสตร์และวิชาต่าง ๆ ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว ป.ธ.๕: ๒๓๙๙, ๒๔๑๙, ๒๔๘๗. พระชนมายุ ๘๘ ปี พรรษา ๖๘) ให้กับพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท พระหลานชายแท้ ๆ ของท่าน และวิชาเหล่านี้ ยังคงสืบทอดมาถึงศิษย์ของพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท อีกหลายรูป
เหรียญพระพุทธภัทรญามุนี เป็นเหรียญพระพุทธที่พระครูปลัดธงชัย (ต๊ะ) อติภทฺโท อดีตเจ้าอาวาสวัดช้าง จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในงานหล่อพระประธานถวายวัดบ้านแดง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม๒ พิจารณาจากนามของเหรียญรุ่นนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือถวายสมัญญานามเพื่อสนองคุณพระครูภัทรกิจโกศล (ภู ภทฺทญาโณ) เจ้าอาวาสรูปที่ ๘ ของวัดช้าง เหรียญรุ่นนี้ ส่วนใหญ่ทางวัดเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในกิจอันควรของทางวัด ส่วนหนึ่งมอบให้โรงเรียนวัดช้าง และส่วนหนึ่งมอบให้นิตยสารศูนย์พระเครื่องนำไปสมณาคุณแก่สมาชิกหรือผู้อ่านตามที่นิตยสารศูนย์พระเครื่องเห็นสมควร
ลักษณะ เป็นเหรียญรูปไข่ขนาดมาตรฐานที่วัดต่าง ๆ นิยมสร้างโดยทั่วไป ด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ล้อศิลปะสุโขทัย ประทับนั่งบนฐานบัวสองชั้น ขนาบข้างด้วยชุดลายไทย ๒ ชุดที่ไล่เรียงกันอย่างลงตัว ด้านล่างของเหรียญจารึกนาม “พระพุทธภัทรญามุนี” ตอกโค้ดตัว “อัง” บริเวณข้อศอกซ้ายขององค์พระ ด้านหลังเป็นยันต์กลมตามตำรับวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ใต้ยันต์เป็นอุณาโลมสองตัวประกอบเข้าหากัน ขนาบข้างด้วยช้างศึกใส่เครื่องทรงหันหน้าเข้าหากัน และอักษรไทย ๒ แถว คือ “วัดช้าง” กับ “อ.บ้านนา นครนายก”

ขนาด กว้าง ๒.๖ เซนติเมตร สูง ๓.๗ เซนติเมตร (จากล่างสุดถึงปลายหูห่วง) หนา ๐.๑๘ เซนติเมตร
เนื้อหา ข้อมูลเท่าที่ปรากฏเป็นลักษณ์อักษร มี ๒ เนื้อ คือ เงิน และทองแดงผิวไฟ
จำนวนการสร้าง เนื้อเงิน ยังไม่พยานเอกสารที่ระบุจำนวนการสร้างที่ชัดเจน ส่วนเหรียญทองแดงมีจำนวนการสร้างทั้งหมด ประมาณ ๗๐๐๐ เหรียญ (เจ็ดพันเหรียญ)
ปีที่สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๖๓
พิธีกรรม หากสมมุติฐานที่ว่าเหรียญพระพุทธภัทรญามุนีสร้างในปี ๒๕๓๖ เป็นจริง เหรียญรุ่นนี้ น่าจะผ่านพิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดช้าง/พิธีเสาร์ห้า ณ พระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร และก่อนที่จะมอบเหรียญพระพุทธภัทรญามุนีส่วนหนึ่งให้นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ฉบับ ๑๗๘ (๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๙) ตัดบัตรแลก วัดช้างได้นำเหรียญรุ่นนี้ เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่ง – พระชัยวัฒน์ รุ่นช้าง ๓ ณ อุโบสถวัดช้าง ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน โดยมีพระวิสุทธาธิบดี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.๙: ๒๔๗๓, ๒๔๙๔, ๒๕๕๙. สิริอายุ ๘๖ ปี พรรษา ๖๕. สมณศักดิ์ท้ายสุด:
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นองค์ประธานฯ พระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีฯ ประกอบด้วย พระครูพุทธสิริวัฒน์ (เมี้ยน พุทฺธสิริ: ๒๔๖๐, ๒๔๘๑, ๒๕๔๑. สิริอายุ ๘๑ ปี พรรษา ๖๐.) วัดโพธ์กบเจา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา, พระครูอนุรักษ์วรคุณ (สง่า อนุปุพฺโพ: ๒๔๕๙, ๒๔๘๑, ๒๕๔๗. สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๖.) วัดหนองม่วง อ.บางแพ จ.ราชบุรี, พระมงคลสิทธิคุณ (ลำไย ปิยวณฺโณ: ๒๔๖๘, ๒๔๘๗, ๒๕๔๖. สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๖.) วัดทุ่งลาดหน้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี, พระครูสุนทรธรรมกิจ (หยอด ชินวํโส: ๒๔๕๔, ๒๔๗๔, ๒๕๔๑. สิริอายุ ๘๖ ปี พรรษา ๖๖.) วัดแก้วเจริญ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม, พระอุดมประชานาถ (เปิ่น ฐิตคุโณ: ๒๔๖๖, ๒๔๙๑, ๒๕๔๕. สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๓.) วัดบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
พลานุภาพ เป็นเหรียญพุทธคุณที่มีอุปเท่ห์เฉกเช่นเดียวกับพระเครื่องสายวัดสุทัศน์เทพวราราม หากไม่สามารถเสาะหาพระกริ่งสายวัดสุทัศน์เทพวรารามมาสักการะบูชา ก็สามารถใช้เหรียญรุ่นนี้แทนได้
ค่านิยม เป็นเหรียญดีราคาเยาว์ในสายวัดช้างซึ่งมีความเกี่ยวพันกับสำนักวัดสุทัศน์เทพวราราม สนน ราคาเช่าหาบูชาอยู่ในช่วงหลักร้อย
หากจะกล่าวว่าเหรียญพระพุทธภัทรญามุนี เป็นเหรียญพุทธศิลป์ที่ทรงคุณค่าในสาแหรกพระเครื่อง /วัตถุมงคลสายวัดสุทัศน์ฯ และสายยอดพระเกจิอาจารย์เมืองนครนายก คงไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมากนัก แม้เป็นเหรียญพุทธศิลป์ที่จัดสร้างโดยพระเกจิอาจารย์ชั้นหลัง แต่หลานพยัคฆ์ก็ยังคงเป็นเสือที่น่าเกรงขามอยู่ดี
๑ ปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลจากบทความเก่าในนิตยสารพระเครื่องพระเกจิ
๒ ข้อมูลจากคอลัมน์ “สืบเสาะหาวัตถุมงคล – ของดีมาฝาก โดย... กองบอกอ” นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑๗๘ (๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙) หน้า ๔๐ ระบุว่า “เหรียญพระพุทธรุ่นนี้ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกโดย... พระคณาจารย์ที่ทรงคุณ ประกอบพิธีในอุโบสถวัดช้าง เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน พร้อมพระกริ่ง - พระชัยวัฒน์ รุ่นช้าง ๓” และในท้ายบทความที่นำเสนอในนิตยสารพระเกจิ สรุปท้ายเรื่องว่า “ในปี ๒๕๓๙ ผู้เรียบเรียงและคณะฯ เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท เพื่อขอความอนุเคราะห์จากท่านในการจารแผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระกริ่งปวเรศเขาเงินของพ่อท่านคล้อย ฐานธมฺโม วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร การเดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท ในกิจครั้งนั้น นอกจากจะได้แผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ตามจุดมุ่งหมายแล้ว ก็ยังมีโอกาสได้สังเกตเห็นเคล็ดลับบางอย่างเกี่ยวกับพิธีกรรมในการลงยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ทั้งได้บูชาเหรียญพระพุทธภัทรญามุนีจำนวนหนึ่ง น่าจะอยู่ที่ ๑๐ กว่าเหรียญจากพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท กับมือ....” ข้อความท้ายบทความ ฯ ดังกล่าว ไม่ตรงกับความเป็นจริงในประเด็นปีที่ “ผู้เรียบเรียงและคณะฯ เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท...” ข้อเท็จจริง มิใช่ปี ๒๕๓๙ แต่เป็นปี ๒๕๓๗ สันนิษฐานว่าอาจเป็นการพิมพ์ผิดในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
๓ พิเคราะห์จากพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ปีที่ ๗ ฉบับ ๑๗๒ (๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙) และฉบับที่ ๑๗๘ (๑๐ ตุลาคม ๒๓๙) ตลอดทั้งโบวชัวร์พระกริ่งปวเรศเขาเงิน พ่อท่านคล้อย ฐานธมฺโม (๒๔๖๓, ๒๕๐๔, ๒๕๓๙. สิริอายุ ๗๖ ปี พรรษา ๓๕.) วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งมีภาพพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท มอบชนวนพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ฯ / แผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ให้กับคุณชาตรี เลิศศิริมงคลชัย นายกสโมสรไลออนส์เมืองเอก และภาพพิธีเททองหล่อพระกริ่งปวเรศเขาเงิน ในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗. ข้อมูลดังกล่าว พออนุมาณได้ว่าเหรียญพระพุทธภัทรญามุนี น่าจะสร้างในปี ๒๕๓๖ +/- ไม่เกิน ๑ ปี
๒ ข้อมูลจากคอลัมน์ “สืบเสาะหาวัตถุมงคล – ของดีมาฝาก โดย... กองบอกอ” นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑๗๘ (๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙) หน้า ๔๐ ระบุว่า “เหรียญพระพุทธรุ่นนี้ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกโดย... พระคณาจารย์ที่ทรงคุณ ประกอบพิธีในอุโบสถวัดช้าง เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน พร้อมพระกริ่ง - พระชัยวัฒน์ รุ่นช้าง ๓” และในท้ายบทความที่นำเสนอในนิตยสารพระเกจิ สรุปท้ายเรื่องว่า “ในปี ๒๕๓๙ ผู้เรียบเรียงและคณะฯ เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท เพื่อขอความอนุเคราะห์จากท่านในการจารแผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการสร้างพระกริ่งปวเรศเขาเงินของพ่อท่านคล้อย ฐานธมฺโม วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร การเดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท ในกิจครั้งนั้น นอกจากจะได้แผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ตามจุดมุ่งหมายแล้ว ก็ยังมีโอกาสได้สังเกตเห็นเคล็ดลับบางอย่างเกี่ยวกับพิธีกรรมในการลงยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ทั้งได้บูชาเหรียญพระพุทธภัทรญามุนีจำนวนหนึ่ง น่าจะอยู่ที่ ๑๐ กว่าเหรียญจากพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท กับมือ....” ข้อความท้ายบทความ ฯ ดังกล่าว ไม่ตรงกับความเป็นจริงในประเด็นปีที่ “ผู้เรียบเรียงและคณะฯ เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท...” ข้อเท็จจริง มิใช่ปี ๒๕๓๙ แต่เป็นปี ๒๕๓๗ สันนิษฐานว่าอาจเป็นการพิมพ์ผิดในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
๓ พิเคราะห์จากพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ปีที่ ๗ ฉบับ ๑๗๒ (๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙) และฉบับที่ ๑๗๘ (๑๐ ตุลาคม ๒๓๙) ตลอดทั้งโบวชัวร์พระกริ่งปวเรศเขาเงิน พ่อท่านคล้อย ฐานธมฺโม (๒๔๖๓, ๒๕๐๔, ๒๕๓๙. สิริอายุ ๗๖ ปี พรรษา ๓๕.) วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งมีภาพพระอาจารย์ต๊ะ อติภทฺโท มอบชนวนพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ฯ / แผ่นยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ให้กับคุณชาตรี เลิศศิริมงคลชัย นายกสโมสรไลออนส์เมืองเอก และภาพพิธีเททองหล่อพระกริ่งปวเรศเขาเงิน ในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗. ข้อมูลดังกล่าว พออนุมาณได้ว่าเหรียญพระพุทธภัทรญามุนี น่าจะสร้างในปี ๒๕๓๖ +/- ไม่เกิน ๑ ปี
บทความที่เกี่ยวข้อง
ชีวประวัติโดยสังเขปของพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญรุ่นรับเสด็จ ที่สร้างในปี ๒๕๓๖
16 ก.ย. 2026
บทความเก่าเรื่อง "พระเพชรกลับ หลวงพ่อเพชร จนฺทวํโส" จากนิตยสารพระเครื่องพระเกจิ ฉบับที่ ๓๕๑ ปีที่ ๒๘ ประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ หน้า ๔๘ - ๔๙
29 ม.ค. 2025
บทความเก่าว่าด้วยความเป็นมาและข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญหลวงพ่อทวี จิตฺตคุตฺโต วัดป่าอรัญญวิเวก (ป่าลัน) รุ่นแรก จากนิตยสารพระเครื่องพระเกจิ ฉบับที่ ๒๘๙
17 พ.ค. 2025


