เหรียญพระพุทธกรุงศรีกับพิธีลงเครื่องพระพิชัยสงครามในปีพุทธศักราช ๒๔๕๑

เหรียญพระพุทธกรุงศรีกับพิธีลงเครื่องพระพิชัยสงคราม ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๑
โดย... ชายนำ ภาววิมล ...
เหรียญพระพุทธเป็นพุทธศิลป์ประเภทหนึ่งที่ทรงคุณค่าและเป็นที่นิยมสะสมเล่นหากันมานานเกือบหนึ่งศตวรรษ เหรียญพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศ ปี ๒๔๔๐ เป็นเหรียญพระพุทธรูปเหรียญแรกที่จัดสร้างขึ้นในราชอาณาจักรไทย ส่วนเหรียญพระพุทธรูปอื่นที่สร้างตามกันมา ส่วนใหญ่ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่สามารถชี้ชัดลงไปถึงข้อมูลที่แท้จริงของเหรียญนั้นๆ มีแต่ความเชื่อที่เล่าขานสืบต่อกันมา ความเชื่อที่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของบุคคลแรกที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หากข้อมูลที่นำเสนอครั้งแรกคลาดเลื่อนจากความเป็นจริงแล้ว ย่อมส่งผลให้การรับรู้ของคนยุคหลังผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงและยากจะหาพยานหลักฐานใดมาคัดง้างความเชื่อเก่าที่ฝังรากลึกมานาน ทั้งเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คุณค่าของเหรียญพระพุทธเป็นเพียงของสะสมที่ยึดโยงอยู่กับความเชื่อทางไสยศาสตร์ ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงเครื่องรางของประเภทหนึ่งที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างแพร่หลายในอีกมุมหนึ่งของพุทธศาสนาแบบไทย ๆ
“เหรียญพระพุทธกรุงศรี” เป็นเหรียญพุทธศิลป์ยุคเก่าของเมืองพระนครศรีอยุธยาที่ไม่สามารถสืบค้นประวัติการสร้างและหาข้อยุติที่ชัดเจนได้ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าราวปี ๒๕๓๐ กว่า ทนงทิพย์ ม่วงทอง นักเขียนบทความพระเครื่องในยุคสมัยนั้น พื้นเพเป็นชาวเมืองกรุงเก่า มีความสนิทชิดเชื้อกับพระเกจิอาจารย์เมืองพระนครศรีอยุธยาจำนวนมาก สามารถเข้านอกออกใน นำข้อมูลเกี่ยวกับพระเครื่อง/พระเกจิอาจารย์เมืองกรุงเก่ามานำเสนอในนิตยสารพระเครื่องหลายฉบับอย่างต่อเนื่อง ทนงทิพย์ ม่วงทอง เป็นคนพบเหรียญพระพุทธกรุงศรีจำนวนหนึ่งแขวนอยู่ในห้องเก็บของของวัดตูมโดยไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้เป็นเวลานานหลายสิบปี ซักถามใครก็ไม่ได้ความที่ชัดเจน

วัดตูมเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมคลองวัดตูม ห่างจากตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาออกไปทางถนนสายอยุธยา – อ่างทอง ประมาณ ๖ – ๗ กิโลเมตร ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างแต่ครั้นสมัยใด ทราบแต่ว่าเป็นวัดโบราณที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประมาณว่ามีอายุไม่ต่ำกว่าพันปี พยานเอกสารหลายฉบับระบุชี้ว่าวัดตูมเป็นวัดสำหรับลงเครื่องพิชัยสงคราม อาทิ หนังสือทำเนียบพระอารามหลวงฉบับธรรมการ พ.ศ. ๒๔๖๕ ระบุว่า “๑๑๓ วัดตูม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดสำหรับลงเครื่อง” และหนังสือพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่าและพระราชกระแสเรื่องจัดการทหารมณฑลกรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ ๕ (๒๔๙๑) มีสาระสำคัญที่กล่าวถึงการเสด็จประพาสในวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ดังนี้
“ลงเรือล่องลงมาเข้าคลองบางนางร้า หาที่พักทำกับข้าวไม่เหมาะจนมาออกปากคลอง เลยขึ้นไปดูข้างเหนือเห็นว่าจะช้าเสียเวลาไปจึงได้แล่นกลับลงมา ไม่ช้าเท่าใดก็ถึงวัดวรนายกรังสรรค์วัดเขาดิน ที่จริงภูมิฐานดี แลเห็น เด่นแต่ไกล เป็นที่ประชุมไหว้พระใหญ่ไม่มีที่ไหนเท่าสุพรรณ อ่างทอง ลพบุรีก็ลงมาพร้อมกันหมด เสียแต่การก่อสร้างไม่แข็งแรงเลยพูนดินขึ้นไปที่โคกโบสถ์สูงครากแบะจะพัง มาไลยเจดีย์ปูนยังไม่ทันจะดำมีต้นไม้ขึ้นมาก ทำกำมะลอเสียแต่แรกแล้ว ไม่ได้แวะเลยลงมาตามลำน้ำโพธิ์สามต้นไปทางบางขวดถึงปากช่องที่จะเข้าไปวัดตูม วัดศาสดา จอดเรือโมเตอร์ที่นั้นลงเรือสามสิบหกศอกแจวเข้าไป หยุดทำกับข้าวที่วัดศาสดา ซึ่งมีการเปรียญน้ำพอปริ่ม ๆ ที่จริงไม่เห็นท่าทางที่น่าจะอด หน้าวัดก็มีบ้าน การเปรียญก็ดูเป็นที่เทศนาวาการกันอยู่ แต่มีพระองค์เดียวเท่านั้น พระองค์เดียวก็มิใช่อยู่อย่างจน ๆ อยู่กุฏิฝากระดานยังใหม่ มีคฤหัสถ์ที่เป็นพวกพ้องนั่งอยู่เป็นหลายคน เรือท่านเล็กมาแต่ป่าโมกพบกันได้เรียกให้หยุดพักที่นี้ กินข้าวแล้วขึ้นดูพระอุโบสถและวิหาร มีพระเจดีย์กลมองค์หนึ่งอยู่ตรงหลังวิหาร อุโบสถและวิหาร ๔ ห้อง ๒ หน้าต่างเท่ากัน วิหารไม่มีหลังคา มีพระพุทธรูป ๖ องค์ เป็นพระศิลาปั้นปูนเพิ่มเติมชนิดพระลพบุรี แต่ในพระอุโบสถเป็นพระไม่สู้เก่า ผนักครากหลังคาโปร่ง สกปรก ถัดขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งจึงถึงคลองเข้าวัดตูม อยู่คนละฟาก วัดตูมนี้เป็นที่มีผลประโยชน์อยู่บ้าง คือป่าสะแกและที่นากัลปนา จึงได้มีพระอยู่เสมอ ไม่เคยขาดทีเดียวอย่างวัดศาสดา แต่เดี๋ยวนี้ก็มี ๒ องค์เท่านั้น เคยมีถึง ๕ วัดตูมนี้ลานวัดมีต้นไม่ร่มชิด เป็นวัดอย่างสมถะแท้ พระอุโบสถใหญ่ แต่มีหน้าต่างข้างละช่อง จั่นหับหน้าหลังหน้าบันเทพนม ก้านขดโต ๆ ปั้นลมเป็นรูปตุ๊กตา ทำนองเดียวกับวัดกลางเมืองสมุทร มีหลังเดียว
แต่พระเจดีย์เป็น ๒ องค์ องค์หนึ่งตรงหลังโบสถ์ องค์หนึ่งไม่ตรง หายกันกับวัดศาสดา วัดศาสดานั้นมีทั้งโบสถ์ทั้งวิหารแต่มีพระเจดีย์องค์เดียว นี่มีแต่โบสถ์แต่มีพระเจดีย์ ๒ องค์ มีพระเจดีย์เล็กอีกองค์หนึ่ง พังหมดทั้งสาม พระพุทธรูปในนั้นมีแถวใน ๓ แถว หน้ามีพระทรงเครื่องที่มีน้ำในพระเศียรองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งว่าเชิญลงไปวัดเบญจมบพิตร แท่นว่าง จะให้หาพระขึ้นมาตั้งเปลี่ยนพระ ๓ องค์ แถวในปิดทองแต่เฉพาะที่พระองค์ผ้าทาชาด สังเกตดูการพระอุโบสถทั้ง ๒ วัดนี้เป็นวัดเดิมแต่ครั้งกรุงอโยธยา ชั้นเดียวกันกับวัดเดิมที่เรียกว่า วัดศรีอโยธยา วัดเดิมเป็นคามวาสีตั้งอยู่กลางพระนคร วัดตูมเป็นวัดอรัญวาสี ตั้งอยู่ในป่า วัดศาสดาเป็นศิษย์ของวัดตูม ข้อที่วัดเข้ามาอยู่ในดอนลึกเช่นนี้ เป็นเหตุด้วยขุดคลองบางขวด ลัดตัดแม่น้ำทิ้งเสียประมาณสัก ๘๐ เส้น อย่างเดียวกันกับคลองเกร็ดและบางบัวทอง ยังแลเห็นรูปลำแม่น้ำกว้างใหญ่อยู่ตามทิวไม้ แต่แม่น้ำตื้นทำนากินลงมา เสียจึงเหลือแต่เป็นคลองปากช่องข้างบนมาออกใต้โพธิ์สามต้น บ้านเรือนคนยังมีอยู่ตลอดหนทาง การที่แม่น้ำนี้ตื้นเห็นจะได้ตื้นมาเสียช้านาน แผ่นดินพระนเรศวรได้มีจดหมายว่าประชุมทัพที่บางขวด แล้วลำแม่น้ำโพธิ์สามต้นนี้เป็นแม่น้ำเดียวกันกับคลองเมือง ค่ายโปสุพลาตั้งอยู่เหนือวัดเขาดิน ค่ายพระนายกองตั้งที่โพธิ์สามต้น จริงๆ ยังมีรากอิฐที่ก่อกำแพงปรากฏอยู่ แต่ข้างริมน้ำตลิ่งพังไปกลับงอกเป็นเกาะขึ้นเสียในกลางน้ำ จึงดูแคบไป โพธิ์สามต้นนั้นมีวัด แต่ว่าเหลือต้นโพธิ์อยู่ต้นเดียวเป็นหน่อโพธิ์เดิม วัดนี้ถูกรื้อเอาอิฐไปทำกำแพงปากช่องที่แม่น้ำอ้อมเรียกบางนางลาง เป็นทางซึ่งครอบครัวขุนแผนขึ้นมาส่งทัพ ซึ่งข้ามแม่น้ำที่เหนือพลับพลาวัดม่วงนี้หน่อยหนึ่ง แล้วจึงพากันลงไปปลูกโพธิ์สามต้นที่ใต้พลับพลานี้ลงไป เรื่องขุนช้างขุนแผนนี่เขามั่นคงไม่เหลวไหลอย่างวงศ์ ๆ จักร ๆ
วัดตูมนี้เป็นที่สำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามแต่ดั้งเดิมมา คงเป็นแต่แรกตั้งกรุงอโยธยาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ปี แต่การก่อสร้างคงจะได้แก้ไขมาโดยลำดับ อย่างไร ๆ ก็ไม่เป็นวัดใหญ่โต แต่เป็นที่สงัดพระในวัดไม่เคยทำเอง เป็นพระที่อื่นขึ้นมาทำ เช่น เครื่องพิชัยสงครามที่กรุงเทพฯ ก็พระวัดพระเชตุพนขึ้นมาทำที่นี่และที่วัดเดิมศรีอโยธยา ทูลกระหม่อมทรงนับถือ เสด็จพระราชดำเนินก็มี พระราชทานให้มาทอดกฐินตั้งแต่เด็กๆ มาวันนี้ได้ให้นิมนต์พระเลื่อง ซึ่งเป็นหลานศิษย์พระอาจารย์ม่วง มาลงเครื่องตามแบบพระอาจารย์ม่วง พระญาณไตรโลก พระสุวรรณวิมลศรี พระครูวัดหน้าพระเมรุ พระครูวัดขุนญวณ มานั่งปรกในการลงเครื่องนั้นด้วย ครั้นเสร็จแล้วได้กลับโดยเรือแจวมาออกทางปากช่องข้างเหนือขึ้นมาพลับพลา วันนี้มีคนมามากยิ่งกว่าทุกแห่ง เพราะเขามีหนังและมีเพลง และมีผ้าป่า ผ้าป่าที่นี่มากลำแต่งต่าง ๆ เป็นการครึกครื้นกว่าทุกแห่ง นับเป็นการนักขัตฤกษ์ที่ประชุมคนใหญ่ วันนี้มีลมเย็นฟ้าแลบ แต่ไม่มีฝน”
พระราชหัตถเลขานี้ เป็นพยานเอกสารที่นำเสนอสถานะของวัดตูมในอดีตว่าเป็นวัดโบราณที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับลงเครื่องพิชัยสงคราม ความมีอยู่ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงเกียรติคุณของพระเถราจารย์ ๒ รูปที่เชี่ยวชาญในการลงเครื่องพิชัยสงคราม คือ พระอุปัชฌาย์ม่วง วัดประดู่ทรงธรรม และพระอธิการต่าย วัดอโยธยา (วัดเดิม) จึงรับสั่งให้นิมนต์พระอุปัชฌาย์เลื่อง สีลวฑฺโน วัดประดู่ทรงธรรม เป็นผู้ทำพิธีลงเครื่องพิชัยสงครามในคราวนี้ ต่อมาในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๕๑ ทรงพระราชทานสมณศักดิ์ให้พระอุปัชฌาย์เลื่อง สีลวฑฺโน เป็น“พระครูสุนทรธรรมสมาจาร ฝ่ายวิปัสสนา”, เดือนมีนาคม ปี ๒๔๕๓ พระครูสุนทรธรรมสมาจารทำพิธีลงยันต์กระบี่ธุชครุฑพ่าห์ที่พระอุโบสถวัดตูม ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว๑ พิธีกรรมสำคัญทั้งสองครั้ง เป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดตูมซึ่งใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีลงเครื่องพิชัยสงครามและยันต์ธงกระบี่ธุชครุฑพ่าห์ถวายพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ๒ ครั้ง ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ในตอนที่สามของพระราชหัตถเลขาเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๕๑ ใจความว่า “ทูลกระหม่อมทรงนับถือ เสด็จพระราชดำเนินก็มี พระราชทานให้มาทอดกฐินตั้งแต่เด็กๆ” คงตีความว่าวัดตูมเป็นอีกวัดหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญและทรงเสด็จมาทอดผ้าพระกฐินหลายครั้ง ทั้งทรงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้นยังทรงพระเยาว์เสด็จมาเป็นทอดผ้าพระกฐินแทนพระองค์ จะตีความเป็นอื่นมิได้ถนัดนัก
วัดตูมมีพระพุทธรูปสำคัญอีกองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่องมหาจักรพรรตราธิราชปางมารวิชัย ความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีตำนานกล่าวไว้ รู้แต่ว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่คู่กับวัดตูมมานาน มีนามว่า “หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์” เป็นพระพุทธรูปสำคัญของเมืองพระนครศรีอยุธยาซึ่งรอดพ้นจากการถูกเผาในสมัยกรุงแตกที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ คนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาว่าเคยเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ตามพระอุระและพาหา บนพระอังสะทั้งสองข้างประดับด้วยอินทรธนู ทุกวันนี้ อันตรธานหายไปไม่มีให้เห็นอีกแล้ว พระเศียรช่วงเหนือพระนลาฏของหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์สามารถเปิดออกได้ เมื่อสวมกลับเข้าดังเดิม จะแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันจนดูไม่ออกว่าสามารถเปิดได้ ภายในพระเศียรเป็นแอ่งลึกลงไปถึงพระศอ มีน้ำไหลซึมออกมาตลอดเวลา ไม่เคยเหือดแห้ง เป็นน้ำบริสุทธิ์ใสเย็นปราศจากมลทินใดๆ เชื่อว่าเป็นน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บรรเทาความทุกข์ร้อนต่างๆ ได้ ที่สำคัญยิ่งคือน้ำอันศักดิ์สิทธิ์จากเศียรหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์เป็นข้อบังคับหลักในการลงเครื่องพิชัยสงคราม
ความสำคัญอีกประการหนึ่ง น้ำในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระอุโบสถนี้ใช้สำหรับประกอบพิธีลงเครื่องพิชัยสงคราม พิธีลงเครื่องพิชัยสงครามหรือพิธีชุบพระแสงของพระมหากษัตริย์ เป็นพิธีกรรมหนึ่งในตำราพิชัยสงครามภาคพระเวทที่มีพิธีกรรมสลับซับซ้อนมาก เริ่มจากการนำแท่งดินสอพองมาเขียนอักขระเลขยันต์ตามข้อกำหนดในการลงเครื่องพิชัยสงคราม เขียนยันต์ลบผงซ้ำแล้วซ้ำอีก พระเถราจารย์สลับกันเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน ๗ วันตามแต่กำหนด ครบกำหนดแล้ว นำน้ำในเศียรหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์มาผสมกับผงวิเศษ พระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการลงเครื่องพิชัยสงครามเขียนอักขระเลขยันต์ลงบนพระแสงด้วยผงวิเศษที่ละลายน้ำจากพระพุทธมนต์ในเศียรหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เมื่อแห้งแล้ว นำพระแสงเข้าเตาเผา จากนั้น นำพระแสงไปจุ่มลงในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเมื่อพระแสงเย็นแล้ว จะปรากฏอักขระเลขยันต์ที่พระเกจิอาจารย์เจ้าพิธีลงไว้ลอยเด่นขึ้นมาเป็นอัศจรรย์ และสิ้นสุดพิธีด้วยการล้างพระแสงด้วยน้ำพระพุทธมนต์จากเศียรหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
ความสำคัญเชิงพิธีกรรมของวัดตูมเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการนำมาสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงเพื่อสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์ให้กับเหรียญพระพุทธกรุงศรี เหรียญพุทธศิลป์ที่ยังไม่สามารถสืบค้นความเป็นมาในการจัดสร้าง และสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มโดยปราศจากข้อมูลรองรับที่ชัดเจน ๒ กระแส ดังนี้
๑. เหรียญพระพุทธกรุงศรีเป็นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นในปี ๒๔๕๑ โดยอยู่ในพิธีลงเครื่องพิชัยสงครามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จไปในพิธีนั้น มีพระเกจิอาจารย์เมืองพระนครศรีอยุธยาร่วมอธิษฐานฐิตปลุกเสก ๕ รูป คือ พระอุปัชฌาย์เลื่อง สีลวฑฺโน เจ้าอาวาสรูปที่ ๔ ของวัดประดู่ทรงธรรม, พระญาณไตรโลก, พระสุวรรณวิมลศรี, พระครูวัดหน้าพระเมรุ และพระครูวัดขุนญวณ ความเชื่อนี้แพร่หลายในกลุ่มซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญทางอินเตอร์เน็ต
๒. เหรียญพระพุทธกรุงศรีเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นในราวปี ๒๔๘๓ – ๒๔๘๔ อันเป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ในหนังสือเหรียญพระพุทธ พระสงฆ์ และเหรียญกษาปณ์ยอดนิยมในประเทศไทย และมีการนำเสนอข้อมูลนี้ทางอินเตอร์เน็ตเฉพาะในกลุ่มที่ไม่มุ่งเน้นการซื้อขายแลกเปลี่ยน
ประเด็นเรื่องความเป็นมาและปีที่สร้างเหรียญพระพุทธกรุงศรีเป็นกรณีศึกษาที่พึงนำกรอบแนวคิดทางด้านประติมากรรมวิทยาและบทสรุปจากการศึกษาเหรียญพุทธศิลป์ของอรุณ สันติสิริ มาใช้เป็นเกณฑ์การพิจารณา ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑. เหรียญพุทธศิลป์แบบปั๊มที่สร้างขึ้นก่อนปี ๒๔๖๐ มีจำนวนไม่มากนัก เท่าที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็นเหรียญที่ระลึกที่เกี่ยวเนื่องกับราชสำนัก เหรียญที่ระลึกประเภทพุทธศิลป์มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นเหรียญที่ออกจากวัดบวรนิเวศวรวิหาร พระนคร, วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธที่เก่ากว่าปี ๒๔๕๐ นับจำนวนได้ไม่ยากนัก ลักษณะสำคัญของเหรียญพุทธศิลป์ในยุคนี้ พึงต้องพิจารณาจากลักษณะหูห่วงของเหรียญและขอบเหรียญเป็นหลัก หูห่วงของเหรียญส่วนใหญ่เป็นแบบหูห่วงเชื่อมและขอบเหรียญเป็นแบบขอบเลื่อย ประเด็นนี้ มีประวัติว่าทางร้านรับทำเหรียญในยุคสมัยนั้นว่าจ้างกลุ่มแม่บ้านชาวจีนเลื่อยศิลปวัตถุทุกประเภทที่สามารถเลื่อยได้ พิจารณาจากเหรียญพระพุทธกรุงศรี หูห่วงเหรียญเป็นแบบแกะพร้อมกับตัวเหรียญและขอบเหรียญเป็นแบบขอบตัด ไม่ใช่ขอบเลื่อย ความเป็นไปที่จะเป็นเหรียญที่สร้างในปี ๒๔๕๑ จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก
๒. ด้านความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพิธีลงเครื่องพิชัยสงคราม พิธีลงเครื่องพิชัยสงครามที่วัดตูมเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๕๑ เป็นพิธีที่พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จในช่วงขากลับจากการประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า พิเคราะห์จากสารัตถะในพระราชหัตถเลขาฯ สันนิษฐานได้ว่าพระพุทธหลวงมีส่วนรับรู้ในการจัดพิธีฯ และวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์ที่มีคนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก มีหนังมีเพลงและผ้าป่าหลายลำ หากมีการทำเหรียญเพื่อเป็นที่ระลึกในงานสำคัญเช่นนี้ พึงตั้งข้อสังเกตว่าเหรียญที่ระลึกควรเป็นเหรียญที่ปั๊มจากโรงงานต่างประเทศ มิใช่โรงงานกษาปณ์หรือโรงงานเอกชน ลักษณะเหรียญพระพุทธกรุงศรีนี้เป็นลักษณะของเหรียญปั๊มฝีมือช่างแกะเอกชน มิใช่เหรียญปั๊มที่สั่งจากโรงงานต่างประเทศหรือโรงงานกษาปณ์ของไทย
๓. โรงงานเอกชนที่รับทำเหรียญที่ระลึกเริ่มเกิดขึ้นในราวปี ๒๔๕๓ โรงงานปั๊มเหรียญที่ระลึกเอกชนยุคแรกๆ ประกอบด้วย ร้านนาถาจารุประกร (ยี่ห้อ น. ถ. จ. ก.) ผลงานเด่นที่ปรากฏ อาทิ เหรียญพระพุทธชินราช ปี ๒๔๖๐, เหรียญพระพุทธรูปวัดไชโย ปี ๒๔๖๑ ร้านฮั่งเตียงเซ้ง เริ่มรับทำเหรียญประมาณปี ๒๔๖๕ พิจารณาจากจุดเริ่มต้นในการรับทำเหรียญที่ระลึกของโรงงานเอกชน สันนิษฐานว่าควรจะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหรียญที่ระลึกได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และเป็นโอกาสที่เอกชนเล็งเห็นผลประโยชน์ตอบแทนเชิงธุรกิจจากการรับทำเหรียญที่ระลึก เหรียญที่ระลึกฝีมือโรงงานช่างเอกชนเก่าที่สุดคงไม่เกินไปจากปี ๒๔๖๐ มากนัก
๔. พิจารณาจากรูปทรงเหรียญ เหรียญเสมาคว่ำเป็นรูปแบบเหรียญที่นิยมสร้างในช่วงปลายทศวรรษที่ ๒๔๖๐ – ๒๔๖๙ เป็นต้นมาจนถึงช่วงทศวรรษที่ ๒๔๘๐ – ๒๔๘๙ และเป็นเหรียญเสมาขนาดมาตรฐานที่มีขนาดแตกต่างกันไม่มากนัก ที่ทำในรูปแบบของเหรียญใบพัทธสีมามีน้อยมาก เหรียญใบพัทธเสมาเป็นศิลปะที่แพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๙๐ – ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เหรียญพระพุทธที่สร้างในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นเหรียญขนาดเล็กและบางกว่าเหรียญยุคก่อนพอสมควร เหรียญพระพุทธกรุงศรีจึงไม่เข้าข่ายเหรียญพระพุทธที่สร้างในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ควรเป็นไปได้จึงอยู่ที่ช่วงทศวรรษที่ ๒๔๘๐ – ๒๔๘๙ มากที่สุด
๕. คติการสร้างเหรียญ การวางรูปพระศรีอาริยเมตไตรทางด้านหน้าของเหรียญกับการวางรูปพระพุทธปางห้ามสมุทรทางด้านหลังเหรียญ เป็นคติความเชื่อที่แตกต่างกัน พระศรีอาริยเมตไตรเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคงและความสุขสถาพร เป็นภพภูมิในอนาคตที่ชาวพุทธส่วนหนึ่งตั้งจิตปรารถนาที่จะไปเกิดเพื่อเสวยสุขในยุคนั้น แต่พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นพระพุทธรูปที่เกี่ยวเนื่องกับตำราพระพิชัยสงครามโดยตรง เป็นพระพุทธรูปปางบังคับในการทำพระพุทธรูปบรรจุดวงชะตาพิชัยสงครามตามตำราพระครูเทพที่เชื่อกันว่าสืบเนื่องมาแต่ครั้นรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การนำคติความเชื่อทั้งสองมารวมอยู่ในเหรียญเดียวกัน นำไปสู่วิจิกิจฉาว่าเหรียญพระพุทธกรุงศรีนี้สร้างขึ้นในวาระใด มีจุดประสงค์การสร้างอย่างไรกันแน่ ความเป็นไปได้ที่จัดสร้างในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา คงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเพราะความคาดหวังในเหรียญที่ระลึกที่ไม่สามารถแยกออกจากความเชื่อทางด้านพุทธไสยเวท กับการวางรูปแบบของเหรียญตามทัศนคติของผู้ที่รอบรู้ในตำราพิชัยสงครามและพระเวทวิทยาคมต่าง ๆ พึงต้องจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของเหรียญให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน
๖. กระแสหลักในการสร้างเหรียญที่ระลึกของวัดตูม ให้ความสำคัญกับหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์เป็นอย่างยิ่ง เริ่มสร้างเหรียญพระพุทธจำลองหลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์เป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๖ และไม่เคยมีประวัติในการสร้างวัตถุมงคลและเหรียญที่ระลึกอย่างเป็นทางการมาก่อน การสร้างเหรียญที่ระลึกที่ไม่ใช่สัญลักษณ์สำคัญของวัดตูม เป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง
จากข้อวิพากษ์ทั้ง ๖ ประการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ากระแสความเชื่อในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีลงเครื่องพิชัยสงครามเป็นประเด็นที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก ลักษณะทางกายภาพและศิลปะของเหรียญพระพุทธกรุงศรี มีความโน้มเอียงที่จะนำไปสู่การสร้างข้อสรุปว่าเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี ๒๔๘๓ – ๒๔๘๔ ตามที่บุญเสริม ศรีภิรมย์ กล่าวไว้ แต่เมื่อนำคติความเชื่อของผู้ที่ศึกษาเรียนรู้พระเวทวิทยาคมมาพิจารณาประกอบ การจัดวางรูปพระศรีอาริยเมตไตรกับพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรมาไว้ในเหรียญเดียวกัน ทำให้ความโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าสร้างในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพาลดน้อยถดถอยลงไปมาก ทั้งนำไปสู่การตั้งคำถามใน ๒ ประเด็น คือ ๑) หากเป็นเหรียญที่ระลึกที่สร้างขึ้นในวาระสำคัญของวัดตูม เหตุใดจึงไม่มีใครรับรู้และแขวนไว้ในห้องเก็บของของวัดตูมโดยไม่มีคนสนใจ ๒) เป็นไปได้หรือไม่ที่เหรียญพระพุทธกรุงศรีนี้ จัดสร้างโดยวัดอื่นหรือบุคคลภายนอกและมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนำมาถวายวัดตูม
๑ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเถลิงราชย์สมบัติในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๓ การนับปีศักราชในสมัยนั้น ใช้เดือนเมษายนเป็นเกณฑ์ในการเปลี่ยนปีศักราช
บรรณานุกรม
บุญเสริม ศรีภิรมย์. ๒๕๓๕, เหรียญพระพุทธ, พระสงฆ์ และเหรียญกษาปน์ยอดนิยมในประเทศไทย. กระงเทพมหานคร: เนติกุลการพิมพ์.
สันติ อรุณสิริ. ๒๕๕๒, สารานุกรมเหรียญยอดนิยม ๗๖ จังหวัด. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สยามปุระ.
(http://www. weloveayutthaya.com/index.aspx?ContentID=ContentID-100714153225345)


