ประคำภาวนาอภยปารมิตา : รัศมีแห่งความไม่สะพรึง
อัพเดทล่าสุด: 28 ก.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

ประคำภาวนา“อภยปารมิตา”
โดย... บัณฑิตเฒ่า ชายนำ ภาววิมล ...
“ประคำ” ที่คนไทยเราพบเห็นกันโดยทั่วไป หมายถึง วัตถุทรงกลมขนาดเล็ก เจาะรูตรงกลาง ที่นำมาร้อยเป็นพวงและใช้เป็นเครื่องมือนับจำนวนจบ (Times) ในการบริกรรมพระคาถาต่าง ๆ, บ้างนำมาเป็นเครื่อง รางตามความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธไสยเวทด้านการคุ้มครองป้องกัน และ/หรือ พลังเหนือธรรมชาติที่แฝงอยู่ในวัตถุอาถรรพ์ต่าง ๆ อาทิ เหล็กไหล ไม้นางพญางิ้วดำ, บ้างก็นำมาเป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม โดย มากเป็นประคำในกลุ่มหินสี/อัญมณีที่ตรงกับค่านิยม/ความชอบของบุคคลแต่ละกลุ่ม. ด้วยเหตุนี้ “ประคำ” จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ความซับซ้อน ผันแปรไปตามค่านิยม/ความเชื่อของกลุ่มคนในแต่ละสังคม มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในสังคมพุทธศาสนาแบบไทย ๆ ในศาสนาอื่นก็มีความเชื่อเรื่องประคำเช่นกัน ดังเช่น จปามาลา (Japa Mala) ในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู, จาปซาฮิบ (Jap Sahib) ในศาสนาซิกข์, สายประคำ (Rosary) หรือสายประคำแองกลิกัน (Anglican Rosary) ในศาสนาคริสต์ (โรมันคาทอลิก), ซุบฮา (Subha) / มิสบาฮา (Misbaha)ในศาสนาอิสลาม, ประคำภาวนา (Malas) ในพระพุทธศาสนา. บรรดาความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้ มีจุดร่วมสำคัญประการหนึ่งคือ ประคำเป็นโครงสร้างเชิงเครื่องมือซึ่งทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์การนับในการสวดมนต์/เจริญภาวนาของศาสนาหลักในโลกใบนี้
ในมุมมองด้านโครงสร้างและหน้าที่ (From a Structural – Functional Perspective) ประคำมิใช่ความเชื่อที่งมงาย แต่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนา พัฒนาการด้านความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับประคำ เป็นไปในลักษณะสำนวนที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” นัยคือจากเครื่องมือในการเจริญภาวนา แปรเปลี่ยนไปเป็นเครื่องรางของขลังที่ชักลากศรัทธาอันบริสุทธิ์ไปสู่การพึ่งพาวัตถุอาถรรพ์ทั้งที่มนุษย์เชื่อว่ามีอยู่ในธรรมชาติกับสิ่งที่บุคคลผู้สถาปนาตนเป็นผู้วิเศษสร้างขึ้น ดังสังเกตได้จากพฤติกรรมการใช้ประคำในหมู่พุทธศาสนิกชนแบบไทย ๆ ที่มองและให้ความสำคัญกับประคำในสถานะที่เป็นเครื่องรางของขลังประเภทหนึ่ง อาทิ ประคำนเรศวรปราบหงสา, ประคำผงยาจินดามณี, ประคำหลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ, ประคำไม้งิ้วดำ, ประคำงาช้าง. ทั้งวิวัฒนาการไปเป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกรสนิยมและฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้สวมใส่ อาทิ ประคำหยก, ประคำอัญมณี/หินสีมีราคา.
ด้วยสถานะคนเกิดวันจันทร์ อันมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าเป็นบุคคลซึ่งมีจุดแข็ง (Strengths) ด้านความยืดหยุ่นในการปรับบุคลิกภาพให้เข้ากับบุคลิกภาพหรือสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย มีจินตนาการสูง แต่มีจุดอ่อน (Weaknesses) ที่ความแปรปรวน/ความรุนแรงของอารมณ์ อ่อนไหว ขึ้นลงง่าย ความดื้อรั้น เปรียบได้กับธรรมชาติของน้ำ ประกอบกับความเชื่อในการภาวนาพระคาถาประจำวันซึ่งกำหนดให้ภาวนาพระคาถาอภยปริตรหรือที่รู้จักกันในนามของพระคาถายันทุน อันเป็นพระคาถาในกลุ่มเครื่องคุ้มครองด้วยการกล่าวคุณานุภาพของพระรัตนตรัยเพื่อปัดเป่าบาปเคราะห์และสิ่งอัปมงคล (ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ, ๒๕๕๙, หน้า ๒๓๗.). แต่ที่ปรากฏในโลกออนไลน์ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงพระคาถายันทุนว่า “เป็นบทสวดบูชาให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง... สวดบูชาให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง อานุภาพเพื่อแก้ลางร้าย เหตุร้าย ฝันร้าย ทำลายสิ่งอัปมงคลที่เข้ามาในชีวิตให้หายสิ้น หรือหากใครที่สวดเป็นประจำ ทั้งตื่นนอนและก่อนนอน จะเกิดมงคลแก่ตนเองในทุก ๆ ด้านเลยนั่นเอง” มาเจริญภาวนาตามกำลังวันคือ ๑๕ รอบ ก่อนที่จะเจริญภาวนาพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าและหัวใจไก่เถื่อนในลำดับต่อไป บทสวดพระคาถายันทุน มีสารัตถะและคำแปลดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ ๑: แสดงบทเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร (ยันทุน)

ที่มา: ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ, พระพุทธปริตร (ภาคพิสดาร) ชยะมังคลอัฎฐกะคาถา (คาถาพาหุง ๘ ชัยมงคล: พร้อมอรรถาธิบาย),(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๙. หน้า ๒๔๐).
เปรียบเทียบกับพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าและหัวใจไก่เถื่อน การเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร ดูเหมือนง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน ด้วยเหตุที่พระคาถาแต่ละวรรคมีอรรถ (เนื้อหา)/พยัญชนะ (ตัวอักษร) เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ละวรรคต่างกันเพียงคำเดียว คือ “พุทธานุภาเวนะ”, “ธัมมานุภาเวนะ”, “สังฆานุภาเวนะ”. เจริญภาวนาจนจำขึ้นใจแล้ว ความถูกต้องทั้งอรรถและพยัญชนะมิใช่เรื่องยาก แต่เมื่อเจริญภาวนาจนเกิดความคุ้นชิน (Autopilot) การภาวนาหลาย ๆ รอบ หรือภาวนาให้ครบ ๑๕ จบตามข้อกำหนดที่บัญญัติใช้กับคนเกิดวันจันทร์ ปัญหาหลักซึ่งเกิดกับบุคคลที่ภาวนาไปเรื่อยเปื่อย บุคคลที่สติและสมาธิยังไม่สงบนิ่ง จิตออกนอกวิถีแห่งการเจริญภาวนาหรือจิตออกนอกตัว คิดโน่น... คิดนี่... วิตกกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง เมื่อภาวนาถึงคำว่า “อะกันตัง” อาจเกิดความผิดพลาดความสับสนระหว่างคำว่า “พุทธานุภาเวนะ”, “ธัมมานุภาเวนะ”, “สังฆานุภาเวนะ” ระหว่างการเจริญภาวนาแต่ละวรรค จำรอบที่เจริญภาวนาไม่ได้ จำไม่ได้ว่าภาวนาไปกี่รอบแล้ว นับผิดมากกว่านับถูกเป็นประจำ
ความผิดพลาดดังกล่าว เป็นอุปสรรคเล็ก ๆ อันนำไปสู่นิวรณ์ (Hindrances) ๓ ประการ ได้แก่ ความท้อถอย คิดว่าตนไม่มีวาสนา ไม่มีความสามารถในการเจริญภาวนา (ถีนะมิทธะ: Sloth and Torpor), ความเครียดอันเกิดจากการเจริญภาวนาที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผิดอยู่นั่นแหล่ะ พยายามอย่างไรก็แก้ไม่ได้สักที (อุทธัจจกุกกุจจะ: Flurry and Anxiety), ความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อมั่นในวิถีและประโยชน์อันพึงได้จากการเจริญภาวนา (วิจิกิจฉา: Skeptical Doubt). ประสบการณ์จากการเจริญภาวนาซึ่งได้รับการบ่มเพาะขณะศึกษาหลักสูตรพุทธศาสน์ศึกษา, ๕๐ กว่าปีในวงการพระเครื่องที่คุ้นชินกับภาพการใช้ประคำภาวนาของพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ, การสะสมสร้อยประคำหลากหลายชนิด, ความสนใจในการเก็บสะสมหยกและหินสี (Crytal Collecting), การนำประคำ ๑๐๘ มาใช้ภาวนาพระคาถาที่มีอักขระซับซ้อนซ่อนเงื่อนในลักษณะกลบทเฉกเช่นพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าและพระคาถาหัวใจไก่เถื่อน. เมื่อเผชิญกับขวากหนามในการเจริญภาวนา จึงนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสรรค์สร้างประคำภาวนาสำหรับการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตตามข้อกำหนดที่บัญญัติให้ใช้กับคนเกิดวันจันทร์
ลักษณะประคำภาวนาอภยปารมิตา (Abhaya Paramita Malas) เป็นประคำมือแบบพกพา ขนาด ๑๒ ม.ม. จำนวน ๑๕ เม็ด ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตรของคนเกิดวันจันทร์และ/หรือบุคคลที่จำเป็นต้องเติมเต็มจิตให้มีความให้แข็งแกร่ง มีพลัง มีความยืดหยุ่น ไม่หวาดหวั่น ไม่สะพรึงกลัวกับปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยการนำวัสดุธรรมชาติที่เชื่อกันว่ามีพลังในการตรึงจิตให้อยู่กับการเจริญภาวนา (Grounding) สยบความคิดฟุ้งซ่าน ตัดทอนนิวรณ์อันเป็นสิ่งรบกวนจากภายนอก เกื้อกูลให้จิตเข้าสู่ความสงบและมั่นคงรวดเร็วขึ้น, กระตุ้นสภาวะจิตให้ยกระดับสูงกว่าจิตสำนึกปกติ (จิตเหนือสำนึก: Superconscious) อันเป็นประตูที่เปิดกว้างไปสู่ปัญญาญาณและการเข้าถึงสัจธรรมอันลึกซึ้ง, ประคองจิตให้สงบนิ่ง มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ตน. มาประกอบร่างเป็นประคำภาวนา (Composing a meditation Mala) ตามสัดส่วนดังนี้ Obsidian Silver Sheen 12, Tektite 2, Black Silver Moonstone 1. ที่สำคัญยิ่งคือ การอัญเชิญเหรียญพระพิชัยสงคราม (มีส่วนผสมของยันต์ ๑๐๘ นะ ๑๔ ชนวนต่าง ๆ จำนวนมาก และนำเข้าพิธีบรรจุดวงพิชัยสงครามในพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ณ วัดสำคัญแห่งหนึ่ง) มาประทับในตำแหน่งที่เป็นจุด เริ่มต้นและสิ้นสุด (Guru Bead) ของการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร ๑๕ จบ

ภาพประคำอภยปารมิตา
บริบทของประคำภาวนาอภยปารมิตา เหรียญพระพิชัยสงครามเป็นเหรียญหล่อพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรซึ่งเป็นท่าทางหรืออิริยาบถหนึ่งของพระบรมศาสดาที่รังสรรค์ขึ้นจากพุทธประวัติในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดชฎิลสามพี่น้องที่อุรุเวลาเสนานิคม ความว่า“พระบรมศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์มากอย่างเพื่อทำลายทิฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย คราวหนึ่งฝนตกหนักน้ำไหลบ่าท่วมท้นไปทั่วพื้นดิน พระองค์สามารถเสด็จทรงจงกรมอยู่ได้ในกลางแจ้งโดยฝนไม่เปียก น้ำไม่ท่วม ชฎิลทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ในการที่พระบรมศาสดาทรงห้ามสมุทรได้เช่นนั้น ก็ยอมอ่อนน้อมขอบรรพชาพร้อมด้วยชฎิล ๑,๐๐๐ คน” (สมพร อยู่โพธิ์, ๒๕๑๕, หน้า ๕๘) เหตุการณ์ครานั้นเป็นที่มาแห่งสัญญะ (Sign) สำคัญในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบไทย ๆ ๓ ประการ ดังนี้
๑) นัยทางยุทธศาสตร์ อิริยาบถยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นเสมอพระอุระ ฝ่าพระหัตถ์แบออกยื่นไปข้างหน้า เป็นสัญญะแสดงอาการห้ามกระแสน้ำที่รายล้อมพระพุทธองค์รอบด้าน อันเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการเผยแผ่พระบวรพุทธศาสนา และพัฒนาเป็นความเชื่อในตำราพิชัยสงครามว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปบรรจุยันต์ดวงพิชัยสงครามของชนชั้นปกครองในสังคมบรรพกาลของไทย
๒) เป็นหนึ่งในกลุ่มพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นสำหรับบูชาในพิธีทักษาตามคตินพเคราะห์ โดยจัดให้พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์
๓) เป็นที่มาของพระคาถาพระเจ้าห้ามสมุทร (ต้านคลื่น) “สมุททโอเฆ อัมพุคะเต จะระนัง สัมพุทโธ ทะเวหัตเถ ราวา สมุทธัง วารีติ” เชื่อกันว่าเป็นพระคาถาที่ใช้ภาวนาเพื่อความปลอดภัยด้านการเดินทางทางน้ำ อีกนัยหนึ่ง น้ำหรือห้วงน้ำ (โอฆะ) ในพระพุทธศาสนา หมายถึง กิเลสที่ท่วมทับจิตใจสัตว์โลกให้จมอยู่ใต้วัฏสงสาร พัดพาให้ลุ่มหลง จมปลักในความทุกข์ เป็นสิ่งที่ข้ามได้ยาก อาการยกพระหัตถ์ทั้งสอง เปรียบได้กับสัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการบำเพ็ญตนเพื่อหยุดยั้งกิเลสมิให้เข้ามาใกล้
๒) เป็นหนึ่งในกลุ่มพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นสำหรับบูชาในพิธีทักษาตามคตินพเคราะห์ โดยจัดให้พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์
๓) เป็นที่มาของพระคาถาพระเจ้าห้ามสมุทร (ต้านคลื่น) “สมุททโอเฆ อัมพุคะเต จะระนัง สัมพุทโธ ทะเวหัตเถ ราวา สมุทธัง วารีติ” เชื่อกันว่าเป็นพระคาถาที่ใช้ภาวนาเพื่อความปลอดภัยด้านการเดินทางทางน้ำ อีกนัยหนึ่ง น้ำหรือห้วงน้ำ (โอฆะ) ในพระพุทธศาสนา หมายถึง กิเลสที่ท่วมทับจิตใจสัตว์โลกให้จมอยู่ใต้วัฏสงสาร พัดพาให้ลุ่มหลง จมปลักในความทุกข์ เป็นสิ่งที่ข้ามได้ยาก อาการยกพระหัตถ์ทั้งสอง เปรียบได้กับสัญลักษณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการบำเพ็ญตนเพื่อหยุดยั้งกิเลสมิให้เข้ามาใกล้
วิธีการใช้ประคำภาวนาอภยปารมิตา

เหรียญหล่อพระพิชัยสงคราม
โครงสร้างและหน้าที่ของประคำภาวนาอภยปารมิตา กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ (Tool) ในลักษณะหน่วยความจำสำรอง (External Memory) ที่ช่วยให้การนับจำนวนเป็นไปด้วยความถูกต้องแม่นยำ ไม่ต้องพะวงกับการนับว่าภาวนาไปกี่จบแล้ว ปรับจิตให้ยกระดับขึ้นไปสังเกตกระบวนการเจริญภาวนาซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่แห่งตน อิงอาศัยกัน สอดประสานตามท่วงทำนองและจังหวะของการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร แม้วัสดุธรรมชาติที่นำมาประกอบร่างเป็นประคำภาวนาอภยปาริตา จักเป็นวัสดุธรรมชาติที่เชื่อว่ามีพลังในการตรึง/ประคองจิตให้อยู่กับการเจริญภาวนาแต่ในวิถีแห่งการปฏิบัติ ประคำภาวนามิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่ก่อเกิดผลในการเจริญภาวนา เป็นเพียงความเชื่อมั่นอันมีต่อเครื่องมืออันมีสมรรถนะสูง ผลที่พึงปรารถนาต้องมาจากกระบวนการเจริญภาวนาเท่านั้น
โครงสร้างและหน้าที่ของประคำภาวนาอภยปารมิตา กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ (Tool) ในลักษณะหน่วยความจำสำรอง (External Memory) ที่ช่วยให้การนับจำนวนเป็นไปด้วยความถูกต้องแม่นยำ ไม่ต้องพะวงกับการนับว่าภาวนาไปกี่จบแล้ว ปรับจิตให้ยกระดับขึ้นไปสังเกตกระบวนการเจริญภาวนาซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่แห่งตน อิงอาศัยกัน สอดประสานตามท่วงทำนองและจังหวะของการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร แม้วัสดุธรรมชาติที่นำมาประกอบร่างเป็นประคำภาวนาอภยปาริตา จักเป็นวัสดุธรรมชาติที่เชื่อว่ามีพลังในการตรึง/ประคองจิตให้อยู่กับการเจริญภาวนาแต่ในวิถีแห่งการปฏิบัติ ประคำภาวนามิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่ก่อเกิดผลในการเจริญภาวนา เป็นเพียงความเชื่อมั่นอันมีต่อเครื่องมืออันมีสมรรถนะสูง ผลที่พึงปรารถนาต้องมาจากกระบวนการเจริญภาวนาเท่านั้น
ประคำภาวนาอภยปารมิตาเป็นหนึ่งในสามของอุปกรณ์ประกอบการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรึงจิตอยู่กับกระบวนการและจังหวะ (Rhythm) อันถูกต้องตามอรรถและพยัญชนะของพระคาถาอภยปริต เป็นกรณีศึกษาด้านการสังเกตเพื่อเสริมสร้างทักษะการพัฒนาสติ/สัมปชัญญะด้วยจิตสัมผัส เคล็ดลับการใช้ประคำภาวนาอภยปารมิตาร่วมกับอุปกรณ์ภายในกายอื่น ๆ ประกอบด้วย การใช้ท่าทางของมือ/นิ้ว (มุทรา: Mudra) และเสียง (Sound) มีดังต่อไปนี้
๑) สามารถกระทำได้ทุกขณะตามโอกาสหรือเวลาที่มี ไม่จำกัดว่าต้องนั่งในลักษณะใด นั่งบนเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิตามวิถีปฏิบัติในการเจริญภาวนา แล้วแต่สถานการณ์และ/หรือข้อจำกัดของแต่ละบุคคล
๒) จารีตปฏิบัติในการเจริญภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา อาทิ การสรรเสริญพระรัตนตรัย การสมาทานศีล พึงเลือกกระทำตามความเหมาะสม หากเป็นไปได้ พึงเพิ่มคำอธิษฐานดังนี้ “ข้าพเจ้าขอน้อมนำบุญบารมี บุญกุศลที่กระทำแต่ก่อนและปัจจุบัน การเจริญภาวนาที่ผ่านมา เป็นบาทฐานและเสนาสนะในการเจริญภาวนานับแต่บัดนี้” ตามด้วยบทขัดพระคาถาอภยปริตร
๒) จารีตปฏิบัติในการเจริญภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนา อาทิ การสรรเสริญพระรัตนตรัย การสมาทานศีล พึงเลือกกระทำตามความเหมาะสม หากเป็นไปได้ พึงเพิ่มคำอธิษฐานดังนี้ “ข้าพเจ้าขอน้อมนำบุญบารมี บุญกุศลที่กระทำแต่ก่อนและปัจจุบัน การเจริญภาวนาที่ผ่านมา เป็นบาทฐานและเสนาสนะในการเจริญภาวนานับแต่บัดนี้” ตามด้วยบทขัดพระคาถาอภยปริตร
ตารางที่ ๒: แสดงบทขัดพระคาถาอภยปริตรพร้อมคำแปล

ที่มา: ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ, พระพุทธปริตร (ภาคพิสดาร) ชยะมังคลอัฎฐกะคาถา (คาถาพาหุง ๘ ชัยมงคล: พร้อมอรรถาธิบาย),(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๙. หน้า ๒๓๙).
๓) ใช้มือซ้ายในการกำกับจิตไม่ให้ไหลไปตามความคุ้นชิน: นิ้วโป้งแตะนิ้วชี้ ขณะภาวนาพระคาถา ท่อนแรก (... พุทธานุภาเวนะ ...), นิ้วโป้งแตะนิ้วกลาง ขณะภาวนาพระคาถา ท่อนสอง (... ธัมมานุภาเวนะ ...), นิ้วโป้งแตะนิ้วนาง ขณะภาวนาพระคาถา ท่อนสาม (... สังฆานุภาเวนะ ...).
๔) ใช้เสียงและจังหวะที่พอเหมาะ มีน้ำหนัก ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป, ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เสียงและจังหวะอันพอเหมาะเป็นเสียงสะท้อนกลับ (Feedback) ผ่านโสตสัมผัสที่จิตสามารถตรวจจับความถูกต้องความคลาดเคลื่อนของอรรถ/พยัญชนะในแต่ละจบ กำกับมิให้การเจริญภาวนาไหลไปตามความคุ้นชินจนเกิดความผิดพลาดได้ เทคนิคสำคัญในการใช้เสียงคือ เมื่อภาวนาถึงคำว่า “อะกันตัง” ให้หยุดภาวนาเสี้ยววินาทีหนึ่งเพื่อปรับจิตไม่ให้ไหลไปตามความคุ้นชิน (Caesura) และเตือนให้ภาวนาตามจังหวะที่นิ้วมือด้านซ้ายกำกับ
๕) เมื่อภาวนาจบบทให้ใช้มือขวาชักประคำภาวนา ๑ เม็ดเรื่อยไปจนครบ ๑๕ จบตามข้อกำหนดของการภาวนาพระคาถาอภยปริตรสำหรับคนเกิดวันจันทร์ ข้อควรระวังคือ การชักหรือนับเม็ดประคำ ห้ามข้ามจุด เริ่มต้น/สิ้นสุดเด็ดขาด หากต้องการภาวนาต่อเนื่อง ให้พลิกจุดสิ้นสุดกลับมานับใหม่
๔) ใช้เสียงและจังหวะที่พอเหมาะ มีน้ำหนัก ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป, ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เสียงและจังหวะอันพอเหมาะเป็นเสียงสะท้อนกลับ (Feedback) ผ่านโสตสัมผัสที่จิตสามารถตรวจจับความถูกต้องความคลาดเคลื่อนของอรรถ/พยัญชนะในแต่ละจบ กำกับมิให้การเจริญภาวนาไหลไปตามความคุ้นชินจนเกิดความผิดพลาดได้ เทคนิคสำคัญในการใช้เสียงคือ เมื่อภาวนาถึงคำว่า “อะกันตัง” ให้หยุดภาวนาเสี้ยววินาทีหนึ่งเพื่อปรับจิตไม่ให้ไหลไปตามความคุ้นชิน (Caesura) และเตือนให้ภาวนาตามจังหวะที่นิ้วมือด้านซ้ายกำกับ
๕) เมื่อภาวนาจบบทให้ใช้มือขวาชักประคำภาวนา ๑ เม็ดเรื่อยไปจนครบ ๑๕ จบตามข้อกำหนดของการภาวนาพระคาถาอภยปริตรสำหรับคนเกิดวันจันทร์ ข้อควรระวังคือ การชักหรือนับเม็ดประคำ ห้ามข้ามจุด เริ่มต้น/สิ้นสุดเด็ดขาด หากต้องการภาวนาต่อเนื่อง ให้พลิกจุดสิ้นสุดกลับมานับใหม่
จุดมุ่งหมายหลักในการสรรค์สร้างประคำภาวนาอภยปารมิตา มิได้ให้ความสำคัญกับการใช้ประคำภาวนาเพื่อหวังผลทางด้านอิทธิปาฏิหาริย์หรือการพึ่งพาพลังเหนือธรรมชาติ แต่อยู่ที่การตรึง/ประคองจิตให้อยู่กับพระคาถาอภยปริตร ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเครื่องมือเชิงกลไกที่นำไปสู่ความตั้งมั่น ความสงบระงับ ความสงบนิ่ง ไม่ฟุ้งไปกับอารมณ์ความรู้สึกที่มากระทบ ไม่คิดไปเรื่อยแบบไร้จุดหมาย หมกมุ่น ย้ำคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง ไม่หวาดหวั่น ไม่สะพรึงกลัว, ใช้จิตสัมผัสสังเกตสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการเจริญภาวนาเพื่อเสริมสร้างสติสัมปชัญญะให้มีความตื่นรู้ พร้อมเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยปัญญาญาณ อานิสงค์อื่นที่เชื่อกันมาแต่โบราณกาลเป็นเพียงผลพลอยได้ที่มิได้มีความสลักสำคัญอะไรมากนัก. ประโยชน์ปัจจุบันอันพึงได้จากการใช้ประคำภาวนาอภยปารมิตาคือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลากหลายที่จิตใช้อุปกรณ์ในการเสริมสร้างรัศมีแห่งความไม่สะพรึงกลัว (Radiance of Fearlessness), เป็นวิถีปฏิบัติที่เกื้อกูลให้เกิดผลต่อสารัตถะที่ระบุในบทขัดพระคาถา อภยปริตรที่ว่า “เป็นเหตุให้เกิดลาภคือบุญ มีเดชมาก มียศคือความงามและความสรรเสริญอันยิ่งใหญ่ เกิดขึ้นแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น”
เพื่อความบริบูรณ์ในการเจริญภาวนาฯ ภาวนาพระคาถาอภยปริตรครบ ๑๕ จบตามข้อกำหนดของคนเกิดวันจันทร์แล้ว ไม่ว่าจะมีการสวดพระคาถาชุมนุมเทวดาหรือไม่ก็ตาม ปิดท้ายด้วยบทเทวตาอุยโยชนคาถา (คาถากล่าวส่งเทพยดา) แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระคาถาอภยปริตร ต่อมามีการแยกออกไปเป็นอีกบทหนึ่งซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นบทที่ใช้ส่งเทวดากลับสู่วิมาณ เป็นเหตุให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระปริตร ปัจจุบันมักไม่จัดเทวตาอุยโยชนคาถาเป็นพระปริตร แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งสี่บท ก็เห็นพร้องตามที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสมหาเถร) วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร อธิบายว่า “คาถานี้ยังไม่พบที่มาจากพระสูตร มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นคาถาแผ่กรุณาพรหมวิหาร และให้ส่วนกุศลกับตักเตือนมนุษย์ทั้งหลายให้ประกอบการกุศล อนึ่ง เป็นคาถาสวดส่งเทวดา คือเมื่อเชิญเทวดามาด้วยบท สัคเค ฯลฯ สุณัณตุ ครั้นเสด็จพิธีแล้ว จึงเชิญกล่าวด้วยบทนี้...” ความถึงพร้อมด้วยการเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตรอันนำไปสู่การเสริมสร้างรัศมีแห่งความไม่สะพรึงกลัว พึงต้องภาวนาให้ครบทั้งบทขัดอภยปริตรและบทสวดเทวตาอุยโยชนคาถา
ตารางที่ ๓: ตารางแสดงบทสวดเทวตาอุยโยชนคาถาและคำแปล

ที่มา: ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ, พระพุทธปริตร (ภาคพิสดาร) ชยะมังคลอัฎฐกะคาถา (คาถาพาหุง ๘ ชัยมงคล: พร้อมอรรถาธิบาย),(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๙. หน้า ๒๔๓).
ในวิถีแห่งการปฏิบัติ ผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมจากการเจริญภาวนา ไม่อาจเกิดขึ้นจากความเพียรในการตรึง/ประคองจิตให้อยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ในการพัฒนาจิตเพียงฝ่ายเดียว ผลสัมฤทธิ์ที่พึงปรารถนาจำเป็น ต้องอาศัยการสังเกตสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการฝึกจิต เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มิใช่เฝ้าดูแล้วปล่อยวางด้วยความเข้าใจอันบริสุทธิ์ว่าเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้น นั่นเป็น“วิถีของผู้แสวงหาความหลุดพ้น มิใช่วิถีของฆราวาสผู้ครองเรือน” และสรุปด้วยประการสำคัญที่ว่า “อรรถประโยชน์แท้จริงของประคำภาวนาอภยปารมิตา เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการนับจำนวนให้ครบถ้วน พลานุภาพของเหรียญหล่อพระพิชัยสงครามและคุณภาพวัสดุที่นำมาประกอบร่างเป็นประคำภาวนาอภยปารมิตา ทำหน้าที่เฉพาะการเสริมสร้างศรัทธาความเชื่อมั่นในการเจริญภาวนา มิใช่วัตถุมงคลที่เกื้อกูลให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์และผลที่ไม่ได้มาจากการลงมือปฏิบัติด้วยความเพียร”
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความเก่าว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการเที่ยววัดไหว้พระระหว่างเส้นทางที่ไปดูงานจังหวัดเชียงราย นำเสนอในนิตยสารพระเครื่องพระเกจิ ฉบับที่ ๑๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๓
27 ก.พ. 2026
