Mental Fitness: The Active Resilience Platform
อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ย. 2026
3 ผู้เข้าชม

Mental Fitness: The Active Resilience Platform๑
โดย... ชายนำ ภาววิมล ...
บทความเรื่อง “Mental Fitness : The Active Resilience Platform” เป็นการนำเสนอข้อสรุปเบื้องต้น (Working Hypothesis) จากการสังเกตสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไป (Arising & Passing States) ขณะเจริญภาวนาโดยใช้พระคาถาต่าง ๆ ซึ่งประเมินจากประสบการณ์ส่วนบุคคลว่า “มีหลุมพรางอันเป็นบ่อเกิดแห่งความผิดพลาดที่ซ่อนอยู่”, ใช้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายกับประคำภาวนา (Mental Fitness Mala) เป็นอุปกรณ์ประกอบการเจริญภาวนา. สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนาแต่ละครั้งเป็นกรณีศึกษาที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นประเด็นการสนทนากับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) อย่าง Gemini และ Google AI, ความรู้ที่สั่งสมจากการเจริญภาวนา ยังไม่บังอาจกล่าวอ้างว่าเป็น “ภาวนามยปัญญา” ในพระพุทธศาสนา แต่เป็นการบันทึกข้อมูลจากการปฏิบัติจริงของบุคคลคนหนึ่งไว้เป็นร่องรอยให้ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป
ลักษณะการนำเสนอบทความนี้ เป็นการบันทึกไปตามครรลองที่จิตนำพาไป มิได้มีการวางโครงเรื่องไว้ล่วงหน้า เจริญภาวนาไป พิจารณาไป สอบทาน/ปรับปรุงแก้ไขไปตามสภาวการณ์ที่ประสบพบเห็นในแต่ละวันเมื่อถึงจังหวะที่ไม่สมควรจะทอดเวลาให้ยาวไกลออกไปจนหาที่สิ้นสุดมิได้ แม้ว่าความรู้ที่เริ่มก่อตัวขึ้นนั้น ยังไม่ถึงพร้อมโดยบริบูรณ์ ทั้งยังมิได้มีการนำไปทดลองปฏิบัติจนเห็นผลประจักษ์ชัด แต่อย่างน้อยที่สุด นี่คือ “บันทึกของบุคคลธรรมดาที่เจริญภาวนาด้วยศรัทธาความเชื่อในการนำวิถีปฏิบัติที่มีอยู่แล้วในสังคมชาวพุทธแบบไทย ๆ ไปใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้ครองเรือน” เมื่อถ่ายทอดความคิดเป็นตัวอักษรเสร็จสิ้นแล้ว จึงสอบทานเนื้อหาและกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน มิใช่ไหลไปทางกระแสที่จิตพาไป
ประกายความคิด
“อภยปารมิตา: รัศมีแห่งความไม่สะพรึงกลัว (Abhaya Paramita: Radiance of Fearlessness)” เป็นประกายความคิดในการพัฒนาสติที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิดมาก่อน. จากจุดเริ่มต้นในการนำ“พระอภยปริตร” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พระคาถายันทุน” มาเจริญภาวนาร่วมกับพระคาถา ๔ บท ประกอบด้วย สุโขวิเวโก ตุฏฺฐสฺส สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต, พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า, พระคาถาพระเจ้า ๑๖ พระองค์, พระคาถาหัวใจไก่เถื่อน. พระคาถาทั้ง ๔ บทนี้ บท “สุโขวิเวโกฯ ” ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งหมุดหมายในการเจริญภาวนาและเป็นกระทู้ในการเจริญวิปัสสนาว่า “ความสงัดของผู้สันโดษ มีธรรมปรากฏเห็นอยู่ นำสุขมาให้”, พระคาถาอีก ๓ บท มีความพิสดารเช่นกันคือ เป็นพระคาถาในกลุ่มที่มีอักขระ ๓๒ ตัว แต่มีความซับซ้อนและลักษณะการวางกลบทแตกต่างกัน หากเป็นการเจริญภาวนาตามปกติ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะภาวนาให้ครบตามจำนวนที่กำหนด แต่เมื่อไหร่ที่ภาวนาแบบเดินหน้า - ถอยหลัง มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาดสูงมาก โดยเฉพาะพระคาถาหัวใจไก่เถื่อน จิตออกนอกตัว คิดโน่นคิดนี่เมื่อไหร่ เป็นต้องหลงและ/หรือภาวนาผิดทุกครั้งไป. แรก ๆ คิดว่าพระคาถาทั้ง ๓ บทนี้ เป็นสุดยอดของบทเรียนในการฝึกสมาธิและเจริญสติแล้ว ไป ๆ มา ๆ ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งพบว่า “บทยันทุน” นี้ ก็ใช่ย่อย ภาวนาไปเรื่อยเปื่อยเมื่อไหร่ เป็นต้องหลงทุกคราวไป. จึงมีความคิดในการสร้างเครื่องมือในการฝึกจิตให้มีสติ สามารถเจริญภาวนาพระคาถายันทุนได้อย่างถูกต้อง และได้รับประโยชน์ปัจจุบันจากการเจริญภาวนาพระคาถาบทนี้
แล้ว... อภยปริตร นั้น คือพระคาถาอะไร มีอุปเท่ห์หรือพลานุภาพทางด้านใด ภาวนาแล้วได้ประโยชน์อันใด. ว่ากันตามความเข้าใจของพุทธศาสนิกชนในกลุ่มคนไหว้พระสวดมนต์และมีความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแบบไทย ๆ พระคาถายันทุน มีสถานะเป็นพระคาถาประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์ เป็นพระคาถาในกลุ่มเครื่องคุ้มครองด้วยการกล่าวอ้างคุณานุภาพของพระรัตนตรัยเพื่อขจัดปัดเป่าบาปเคราะห์และสิ่งอัปมงคล (ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ, ๒๕๕๙, หน้า ๒๓๗.). แต่ที่ปรากฏทั่วไปในโลกออนไลน์ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์ กล่าวถึงพระคาถายันทุนว่า “เป็นบทสวดบูชาให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง... สวดบูชาให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง อานุภาพเพื่อแก้ลางร้าย เหตุร้าย ฝันร้าย ทำลายสิ่งอัปมงคลที่เข้ามาในชีวิตให้หายสิ้น หรือหากใครที่สวดอยู่เป็นประจำ ทั้งตื่นนอนและก่อนนอน จะเกิดมงคลแก่ตนเองในทุก ๆ ด้านเลยนั่นเอง” บทสวดพระคาถายันทุน มีสารัตถะ๒ ดังนี้
ตารางแสดงบทเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตร (ยันทุน)

ที่มา: ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ
การเจริญภาวนาพระคาถาอภยปริตรจะว่าง่ายก็ไม่ใช่ จะว่ายากก็ไม่เชิง ด้วยเหตุที่พระคาถาแต่ละวรรคมีอรรถ (เนื้อหา) / พยัญชนะ (อักขระ) เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ ต่างกันเพียงข้อความเดียวในแต่ละวรรค คือ “พุทธานุภาเวนะ”, “ธรรมานุภาเวนะ”, “สังฆานุภาเวนะ”. ภาวนาจนขึ้นใจแล้ว ความถูกต้องทั้งอรรถและพยัญชนะมิใช่เรื่องยาก หากเจริญภาวนาหลายรอบหรือจำต้องภาวนาให้ครบ ๑๕ จบตามข้อกำหนดที่บัญญัติใช้กับคนเกิดวันจันทร์ ปัญหาหลักที่เกิดกับคนภาวนาไปเรื่อยเปื่อย คนที่สติและสมาธิยังไม่นิ่ง จิตออกนอกวิถีแห่งการเจริญภาวนาหรือจิตออกนอกตัว เมื่อภาวนาถึงคำว่า “อะกันตัง” มักเกิดความผิดพลาดหรือสับสนระหว่างคำว่า “พุทธานุภาเวนะ”, “ธรรมานุภาเวนะ”, หรือ “สังฆานุภาเวนะ” ระหว่างการเจริญภาวนาแต่ละวรรค. จำจบที่ภาวนาไม่ได้ จำไม่ได้ว่าภาวนาไปกี่จบแล้ว. อันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานสำหรับการเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนาที่ต้องถูกต้องทั้งอรรถและพยัญชนะ ความผิดพลาดดังกล่าว เป็นเพียงอุปสรรคเล็ก ๆ ที่นำไปสู่นิวรณ์ ๓ ประการ ได้แก่ ความท้อถอย คิดว่าตนไม่มีวาสนา ไม่มีความสามารถในการเจริญภาวนา (ถีนมิทธะ: Sloth and Torpor), ความเครียดอันเกิดจากการเจริญภาวนาที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผิดอยู่นั่นแหล่ะ พยายามอย่างไร ก็แก้ไม่ได้สักที (อุทธัจจกุกกุจจะ: Flurry and Anxiety), ความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อมั่นในวิถี/ประโยชน์อันพึงได้จากการเจริญภาวนา (วิจิกิจฉา: Skeptical Doubt).
ประสบการณ์จากการเจริญภาวนาที่ได้รับการบ่มเพาะขณะศึกษาหลักสูตรศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (พุทธศาสน์ศึกษา), ๕๐ กว่าปีในวงการพระเครื่องที่คุ้นชินกับภาพการใช้ประคำภาวนาของพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ตลอดถึงการสะสมประคำหลากหลายชนิด, การนำประคำ ๑๐๘ มาใช้เจริญภาวนาพระคาถาที่มีตัวอักขระซับซ้อนในลักษณะกลบทอย่างพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าและพระคาถาหัวใจไก่เถื่อน, ความสนใจในหยกและหินต่าง ๆ ฯลฯ. เมื่อเผชิญกับขวากหนามในการเจริญภาวนาเฉกเช่นเดียวกับที่บุคคลทั่วไปประสบ และพยายามก้าวข้ามบ่วงที่เหนี่ยวรั้ง/ยึดโยงอยู่กับพระคาถาต่าง ๆ ด้วยความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ามิใช่วิถีพุทธแท้ ต่อเมื่อได้ฟังธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีประสบการณ์และมุมมองที่เปิดกว้างต่อการเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอันหลากหลาย จากคลิปต่าง ๆ ใน YouTube จึงหันกลับมาใช้พระคาถาควบคู่ไปกับการกำหนดลมหายใจอีกครั้งหนึ่ง. ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สั่งสมมา เป็นเสมือนเครื่องมือวิจัย (Research Tools) ที่ส่องขยายให้เห็นภาพใหญ่ (Big Picture) ของการเจริญภาวนาในหมู่ฆราวาสผู้อยู่ไกลห่างจากหมุดหมายของการหลุดพ้น เกิดความศรัทธามุ่งมั่นที่จะหาสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็น Platform ของการเจริญภาวนาที่ยังประโยชน์ปัจจุบันให้บังเกิดขึ้นในบั้นปลายของชีวิต อันเป็นการเจริญภาวนาเพื่อพัฒนาสติและสัมปชัญญะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน มิใช่วิถีเพื่อความหลุดพ้นของภิกษุตามอุดมคติทางพระพุทธศาสนา.
Mental Fitness: พุทธ - วิทยาศาสตร์การพัฒนาจิตสำหรับมนุษย์ในสังคมโลกปัจจุบัน

ภาพใหญ่ในการเจริญภาวนาของพุทธศาสนิกชนไทยมีจุดเพ่ง/ความสนใจ (Focus) ใน ๒ ลักษณะ คือ การเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นอันเป็นปรัชญาสูงสุดของพระพุทธศาสนา กับ การเจริญภาวนาเพื่อหวังผลด้านอิทธิปาฏิหาริย์ ลาภผลอันมิได้มาจากวิถีปฏิบัติด้วยสัมมาชีพและการพึ่งพาตนเอง (อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ : Self-reliance). แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง วิถีแห่งการเจริญภาวนาของแต่ละบุคคลอาจมีมากกว่า ๒ เส้นทางที่ใช้เครื่องมือเดียวกัน. โดยเฉพาะชีวิตประจำวันของวิญญูชน/บุคคลทั่วไปในสังคมโลกแห่งอนาคต สังคมที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการทำงานร่วมกับมนุษย์, สังคมที่มนุษย์ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในวงรอบสั้น ๆ, ความไม่แน่นอนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยความรู้และประสบการณ์จากโลกเมื่อวันวาน, ความทุกข์อันเป็นผลจากความไม่รู้และความกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง, สภาวการณ์เช่นนี้ มิได้แตกต่างไปจากโลกยุคเก่ามากนัก หากจะต่าง ก็เป็นเพียงแค่สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน. จึงมิใช่เรื่องแปลกที่การเจริญภาวนาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำพาตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเรื่อยไป โดยไม่รู้ว่าเครื่องมือที่บรรพชนสร้างขึ้น เครื่องมือที่คนยุคใหม่มองว่างมงาย/ไม่เป็นวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาตนให้มีความพร้อม มีความแข็งแกร่งในการเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมีสติปัญญาในการทำงานและสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยความสงบนิ่ง
ประสบการณ์ตรงจากปัญหาสุขภาพอันเป็นเหตุให้เกิดความวิตกจริตในการขับรถ ประกอบกับสภาพรถยนต์ซึ่งมีอายุมากกว่า ๑๗ ปี สภาพจิตใจก่อนหยิบกุญแจไปสตาร์ทรถและระหว่างการขับรถนั้น ไม่อยากขับรถ ขาดความเชื่อมั่น หวาดวิตกตลอดเวลา เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง จนต้องไปหาหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู รักษาและทำกายภาพบำบัดจนอาการทางกายดีขึ้นมาก ตามด้วยการออกกำลังกาย (Fitness) ตามโปรแกรมที่แพทย์สั่ง แรก ๆ ที่ไปออกกำลังกาย การนับจำนวนครั้งในการออกกำลังกายแต่ละท่าสับสน นับผิดนับซ้ำเป็นประจำ จะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ ห้วงเวลาเดียวกัน ได้หันกลับมาเจริญภาวนาใหม่อีกครั้งหลังจากที่หยุดไปนานพอประมาณ การกลับมาเจริญภาวนาด้วยการภาวนาและชักประคำนับจบ เป็นเหตุปกติที่มีการภาวนาพระคาถาผิด จิตออกนอกตัว เตลิดไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา จิตไม่ค่อยสงบ นับผิดเพราะประคำหลุดจากนิ้วบ่อยครั้ง เมื่อภาวนาทุกวัน ทำอย่างต่อเนื่องตามความหมายของคำว่า “เจริญ คือ ทำให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดแล้ว ก็ทำให้มากขึ้น ทำให้ดีขึ้น” ดูว่าระหว่างการเจริญภาวนาแต่ละครั้ง กายกับจิตเป็นอย่างไร สังเกตแล้วค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำความเข้าใจและแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ ลักษณะประคำภาวนาที่เหมาะสำหรับการใช้เจริญภาวนา, จุดที่มักภาวนาผิดเป็นประจำ, เทคนิคการนับ/จังหวะ เพื่อลดปัญหาความผิดพลาดในจุดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น. ผลตามมาคือ ความผิดพลาดน้อยลง, ช่วงระยะเวลาที่จิตสงบ ไม่ฟุ้งไปฟุ้งมา มีมากขึ้น, สามารถพัฒนา
Platformและเครื่องมือในการเจริญภาวนาที่เหมาะกับตนเอง, ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ เวลาไปออกกำลังกาย เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องการนับจำนวนครั้ง/รอบการออกกำลังกายแต่ละท่า หากไม่มีใครมาชวนคุย ถามโน่นถามนี่ แทบจะไม่มีการนับผิดเลย จิตอยู่กับการออกกำลังกายในท่าต่าง ๆ ที่ต้องทำ ไม่ได้หนีไปเที่ยวหรือว้าวุ่นเหมือนตอนแรก. ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอีกอย่างหนึ่งคือ “อาการหวาดวิตกในการขับรถลดลง มีสติและความมั่นใจมากขึ้น”
Platformและเครื่องมือในการเจริญภาวนาที่เหมาะกับตนเอง, ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ เวลาไปออกกำลังกาย เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องการนับจำนวนครั้ง/รอบการออกกำลังกายแต่ละท่า หากไม่มีใครมาชวนคุย ถามโน่นถามนี่ แทบจะไม่มีการนับผิดเลย จิตอยู่กับการออกกำลังกายในท่าต่าง ๆ ที่ต้องทำ ไม่ได้หนีไปเที่ยวหรือว้าวุ่นเหมือนตอนแรก. ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจอีกอย่างหนึ่งคือ “อาการหวาดวิตกในการขับรถลดลง มีสติและความมั่นใจมากขึ้น”
นี่เป็นประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าการเจริญภาวนาเป็นทั้งเครื่องมือและวิธีการพัฒนาจิตให้มีความแข็งแกร่งเฉกเช่นที่มนุษย์เราใช้การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อหรือร่างกายให้มีสมรรถนะหรือความสามารถในการทำงานซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะทางกายภาพ (Physical Skills) อาทิ การเล่นกีฬา งานอำนวยความปลอดภัย งานก่อสร้าง ตลอดไปถึงการดูแลรักษาสุขภาพของคนทั่วไป สังเกตได้จากการเจริญเติบโตของธุรกิจ Fitness Center ในยุคสมัยนี้ ทว่า... การพัฒนาจิตตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ยังคงให้ความสำคัญและยึดโยงอยู่กับเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนาคือ “พระนิพพานหรือความหลุดพ้น”เป็นหลักมิได้ฉายภาพใหญ่ของการพัฒนาจิตของฆราวาส/ผู้ครองเรือน อันเป็นกระบวนการที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาทางกายภาพอย่างชัดแจ้ง หากนำสมมุติฐาน “ความสามารถในการคิด วิธีการคิดของมนุษย์มีคุณภาพและทรงพลังเหนือสิ่งมีชีวิตอื่น การอยู่รอดและสืบเผ่าพันธุ์ตามกระบวนการคัดสรรของธรรมชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่มนุษย์ปรับตัวเอาชนะความหฤโหดของธรรมชาติใน ๒ ลักษณะ คือ ทำตนให้แข็งแรงหรือฉลาดยิ่งขึ้น ธรรมชาติคัดสรรให้มนุษย์พัฒนาเผ่าพันธุ์ให้มีความฉลาดเหนือกว่าความแข็งแรงทางกายภาพ เสริมสร้างเซลล์ประสาทอันทรงพลานุภาพของสมองในอัตราที่สูงกว่าปริมาณกล้ามเนื้อ...”๓ เข้ามาพิจารณาประกอบ คำถามที่ตามมาคือ
๑) มนุษย์ละเลยการพัฒนาจุดแข็ง (Strengths) ที่ธรรมชาติคัดสรรมาให้ จริงหรือไม่.
๒) จิตที่พัฒนาดีแล้ว ทำให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรรมาให้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงหรือไม่
๓) ถึงเวลาหรือยังที่มนุษย์ต้องหันกลับมาพัฒนา Mental Fitness ควบคู่ไปกับ Physical Fitness อย่างจริงจัง
๒) จิตที่พัฒนาดีแล้ว ทำให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรรมาให้อย่างมีประสิทธิภาพ จริงหรือไม่
๓) ถึงเวลาหรือยังที่มนุษย์ต้องหันกลับมาพัฒนา Mental Fitness ควบคู่ไปกับ Physical Fitness อย่างจริงจัง
Mental Fitness Center: สัปปายสถานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของจิต (ติดตามตอนที่ ๒ อันเป็นตอนจบใน Mental Fitness: The Active Resilience Platform (2) https://www.utthayanphra.com/content/{content_id}/ mental-fitness-the-active-resilience-platform-2 จดหมายเหตุการเจริญภาวนาว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นของกายและจิต ตอนที่ ๒ Mental Fitness Center: สัปปายสถานเพื่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของจิต)
๑ เป็นบทความในกลุ่มเดียวกับบทความเรื่อง ประคำอภยปารมิต (https://www.utthayanphra.com/content/ {content_id}/ประคำภาวนาอภยปารมิตา-รัศมีแห่งความไม่สะพรึง) ซึ่งเป็นการบันทึกเรื่องราวและข้อค้นพบจากการใช้อุปกรณ์ประกอบการเจริญภาวนาทั้งที่เป็นอวัยวะในกายและอุปกรณ์ภายนอก เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่ใช้ในการเจริญภาวนา ฯลฯ แต่ด้วยเหตุที่บทความนี้ มีความยาวเกินกว่าพื้นที่ของ Website จึงแบ่งเนื้อหาของบทความนี้ เป็น ๒ บท)

๒ ปัญญา ใช้บางยาง และคณะ. ๒๕๕๙. พระพุทธปริตร (ภาคพิสดาร) ชยะมังคลอัฏฐกะคาถา (คาถาพาหุง ๘ ชัยมงคล : พร้อมอรรถาธิบาย). พิมพ์ครั้งที่ ๑. นครปฐม: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาธรรมสภา.
๓ จอห์น เมดิน่า. ๒๕๖๐. ๑๒ กฎทองของคนใช้สมองเป็น. (วิโรจน์ ภัทรทีปกร, แปล). กรุงเทพฯ: วีเลิร์น.
๓ จอห์น เมดิน่า. ๒๕๖๐. ๑๒ กฎทองของคนใช้สมองเป็น. (วิโรจน์ ภัทรทีปกร, แปล). กรุงเทพฯ: วีเลิร์น.
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความเก่าว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการเที่ยววัดไหว้พระระหว่างเส้นทางที่ไปดูงานจังหวัดเชียงราย นำเสนอในนิตยสารพระเครื่องพระเกจิ ฉบับที่ ๑๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๓
27 ก.พ. 2026
ความเป็นมาของการรังสรรค์ประคำที่ใช้สำหรับการภาวนาพระคาถาอภยปริตรหรือพระคาถายันทุน วัสดุที่ใช้ในการประกอบร่างเป็นประคำขนาดพกพา วิธีการเจริญภาวนา ผลที่พึงได้รับ
28 ก.ค. 2026

